เว็บไซต์วิกิพีเดียมีคำอธิบายว่า หลายคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนเรียกทุเรียนว่า king of fruits เพราะลักษณะที่โดดเด่นของทุเรียน คือลูกใหญ่ เปลือกเป็นหนามแข็ง และมีกลิ่นแรง ไม่ว่าบางคนว่าหอม หรือบางคนทนกลิ่นไม่ได้ก็ตาม
คำว่าทุเรียนมาจากภาษามาเลย์ว่า duri แปลว่า หนาม อยู่ในตระกูล durio มีหลากหลายชนิดกว่า 30 ชนิด ที่นิยมกินได้มีราว 9 ชนิด แต่ที่กินกันไปทั่วโลกคือชนิด Durio zibethinus ลูกใหญ่ๆ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ 15 เซนติเมตร และยาว 30 เซนติเมตร
ถิ่นกำเนิดก็อยู่ในภูมิภาคอาเซียนของเรานี่เอง คือ บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบางการศึกษาแย้งว่า อาจอยู่ในฟิลิปปินส์ ส่วนประเทศไทย แม้ไม่ใช่ต้นกำเนิดแต่เป็นผู้ส่งออกทุเรียนอันดับหนึ่ง จนมีชื่อเสียงว่า ถ้ามาเที่ยวเมืองไทยแล้วก็ควรจะชิมทุเรียนด้วย
ในขณะที่โลกตะวันตกรู้จักผลไม้ชนิดนี้มาเกิน 600 ปีแล้ว จากบันทึกของมิชชันนารีและนักเดินทางชาวตะวันตก หลักฐานที่แพร่หลายคือภาพวาดทุเรียนในหนังสือ Malay Archipelago ปีค.ศ.1896 ของนักธรรมชาตินิยม (คนที่ศึกษาเรื่องพืชและสัตว์) ชาวอังกฤษ ชื่อ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ พร้อมคำบรรยายว่า เนื้อเหมือนคัสตาร์ดเนยข้นผสมกลิ่นรสแรงของอัลมอนด์
ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการถ้าไม่กินในปริมาณมากเกินไป Pr
G
De
Ag
Su
Dr
Fi
Ac
Ae
Al
Lo
J
Fr
เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก พร้อมกับมีกำมะถันหรือซัลเฟอร์ ให้พลังงานสูง แต่จะทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย นอกจากนี้ถ้ากินมากเกินไปจะเป็นภัย เพราะมีน้ำตาลสูง และคอเลสเตอรอลสูง
กระทรวงสาธารณสุขเคยออกคำแนะนำในการกินทุเรียนว่า ไม่ควรกินเกิน 2 เม็ดขนาดกลาง และไม่ควรกินร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะซัลเฟอร์จะละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ ทำให้แอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือดได้เร็ว ทำให้เมาเร็วและเมาหนักขึ้น ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อระบบหายใจ เสี่ยงเสียชีวิตหรือเกิดอาการร้อนใน เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
คุณค่าทางโภชนาการของทุเรียนพบว่า น้ำหนักเฉพาะเนื้อประมาณ 100 กรัม จะให้พลังงานสูงถึง 187 กิโลแคลอรี ให้ ไขมัน 4.1 กรัม โปรตีน 2.5 กรัม และให้แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินเอ ประมาณ 18 ม.ก. 36 ม.ก. 1 ม.ก. และ 22 ม.ก. ตามลำดับ
ถ้าหากกินครั้งละ 2-3 พู เท่ากับ 4-6 เม็ด หรือเกือบครึ่งลูก จะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานจากความหวานของทุเรียนมากเกินไปถึงประมาณ 400 กิโลแคลอรี ซึ่งพอๆ กับกินข้าว 5 ทัพพี หรือกินน้ำอัดลมเกือบ 2 กระป๋อง หรือก๋วยเตี๋ยวหมู 1 ชาม สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ให้ระมัดระวังในการกินทุเรียน คือกินได้แต่ในปริมาณที่น้อยกว่าคนปกติ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ การรักษาสมดุลความร้อนในร่างกายไม่ดีเท่าคนที่มีอายุน้อยกว่า
การกินทุเรียนมากเกินไป จึงอาจส่งผลทำให้เกิดความร้อนมากจนเกินไปจนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพมาก
มีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า ทุเรียนเป็นผลไม้ที่กินแล้วร้อน ดังนั้นจะดับร้อนต้องกินกับผลไม้ที่ให้ความเย็นอย่างมังคุด จะสร้างความสมดุลได้ มังคุดจึงได้รับฉายาว่าเป็นราชินีแห่งผลไม้ หรือ Queen of Fruits
ดูแลสุขภาพหน้าหนาวด้วยสมุนไพรไทย
ช่วงนี้ฤดูหนาวแล้ว หลายคนอาจจะป่วย ด้วยโรคในช่วงฤดูกาลดังกล่าว เช่น ไอ เป็นไข้หวัด ปอดบวม ท้องเสีย เป็นต้น กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเป็นห่วงสุขภาพของทุกคนจึงอยากแนะนำให้ประชาชนกินพืชผักสมุนไพรไทยเป็นประจำในช่วงหน้าหนาวนี้
รสชาติของอาหารสามารถช่วยปรับสมดุลของร่างกายพร้อมรับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงโดยรสชาติอาหารที่อยากแนะนำฤดูหนาวคือ รสเปรี้ยว รสขม และรสเผ็ด Ug
Ha
Je
H
Ni
To
Sa
To
To
Co
Fi
Sp
เพราะรสเปรี้ยวจะช่วยขับเสมหะ รสขมช่วยเจริญอาหารทำให้หลับได้ รสเผ็ดร้อน จะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งรสดังกล่าวจะหาได้ในอาหารที่เรารับประทานแต่ละมื้อนั่นเอง
ทั้งนี้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้แนะนำพืชสมุนไพรที่ควรกินเพื่อคลายหนาวดังนี้
พริก มีสารแคปไซซิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต และจะช่วยให้อาการหนาวชาบริเวณปลายมือและปลายเท้าลดลง
ขิง มีฤทธิ์ร้อน สามมารถช่วยระบายความเย็นภายในออกไป หรือนำขิงอ่อนมาต้มแล้วเติมน้ำตาล หรือน้ำผึ้งและดื่มจะช่วให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น
ยอดมะกอก ช่อมะม่วง ยอดผักติ้ว ยอดผักแต้ว ผักเม็ด มะระ สะเดา ผักพื้นบ้านเหล่านี้ จะมีรสเปรี้ยวและรสขม ช่วยให้ธาตุทั้งสี่ร่างกายสมดุล ร่างกายสดชื่นแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคในฤดูหนาวนี้
Saturday, August 8, 2015
ที่สุดแห่งความสุข เราไม่มีเรา
ในทางโลกถ้าเรามีเรา หมายถึงความรักของคนสองคน ไปไหนก็มีคนกางร่มให้ด้วย ไปไหนก็มีคนขับรถให้ มีคนคอยเปิดประตูให้ ไปกินข้าวมีคนบอกว่าน้องไม่ต้องจ่ายนะพี่จ่ายเอง เรามีเรา ในทางโลกถือเป็นสิ่งที่ดี
แต่ในทางธรรมะถ้าเรามีเราจะยุ่งทันที ความทุกข์จะเกิดจากสภาวะเรามีเรา ส่วนในทางโลกนั้นเขาถือกันว่าถ้าเรามีเราแล้ว มีความสุข แต่ละคนก็เลยพยายามจะมองหาใครสักคนหนึ่งที่ทำให้หัวใจเราเต้นโครมคราม ใครสักคนซึ่งทำให้เราหลงใหลได้ปลื้ม ใครสักคนหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเกิดมาเพื่อเรา แล้วเราก็เกิดมาเพื่อเขา ถ้าไม่ได้ใช้ชีวิตคู่กับคนนี้นะโลกนี้ไม่มีความหมาย บางคนคิดอย่างนี้จริงๆ
ไม่นานมานี้มีข่าวหนังสือพิมพ์ มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งทะเลาะกับแฟนแล้วตัดสินใจใช้เชือกผูกคอแล้วกระโดดห้อยต่องแต่งลงตึก ก่อนจะทำอัตวินิบาตกรรมหรือฆ่าตัวตาย เธอก็ได้เขียนจดหมายถึงแฟนไว้ว่าขออภัย และทำผัดไทยไว้จานหนึ่ง เขียนไว้ในจดหมายรักฉบับสุดท้ายว่า อย่าลืมกินผัดไทยที่พี่ชอบด้วย น้องขอลา แล้วก็กระโดดตึก ตายคาที่ ใครหนอจะกล้ากินผัดไทยได้ลงคอ
นี่คือเรามีเรา เรามีเราแบบโลกๆ มองเผินๆ เหมือนจะมีความสุข ใครก็ตามที่เรารักมากที่สุด คนคนนั้นทำให้เราทุกข์มากที่สุด รักมากที่สุด กอดกันทุกคืน พอเลิกรักกันแล้วเป็นอย่างไร ทำให้เราทุกข์ได้มากที่สุดเหมือนกัน ลูกของเรา สามีของเรา ภรรยาของเรา เรารักมากที่สุด ก็ทุกข์มากที่สุด
สภาวะที่เรามีเรา ในความหมายอย่างโลกๆ คือการที่เราอยากจะมีชีวิตคู่กับใครสักคน ในความหมายทางโลกมองว่าเป็นความสุข แต่ที่จริงแล้วเป็นสุขที่เจือทุกข์ เปรียบเสมือนน้ำผึ้งบนคมมีดโกน สุข สุข ทุกข์ ทุกข์ ทุกข์ สุข ทุกข์ ทุกข์ ดังนั้นแท้จริงแล้วสภาวะเรามีเราสุขหรือทุกข์ ทุกข์ แต่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นทุกข์ เขามองเห็นแต่สุข ดังนั้นเราจึงพยายามจะแสวงหาใครอีกคนหนึ่งมารวมกับเรา จึงกลายเป็นเรามีเรา
ความทุกข์ลดลง เพราะเราไม่มีเรา
ในทางธรรมท่านบอกว่าเราไม่มีเรา ถ้าเราเข้าใจว่าเราไม่มีเราความทุกข์ในชีวิตจะหายไปครึ่งหนึ่ง และถ้าใครปล่อยวางตัวเราได้สำเร็จ แม้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด ถ้ามีสี่ส่วนเราปล่อยได้เพียงหนึ่งส่วนก็คือเป็นพระโสดาบัน ความทุกข์ของเราก่อนหน้าที่จะเป็นพระโสดาบัน ยิ่งใหญ่หนักแน่นดังขุนเขาหิมาลัย แต่พอเราเข้าใจเรื่องเราไม่มีเราแล้ว ความทุกข์ยิ่งใหญ่ปานขุนเขาหิมาลัยนั้นจะลดขนาดลงเหลือเพียงเมล็ดพันธุ์ผักกาด นี่แค่หนึ่งส่วนสี่ ยังเหลือแค่เมล็ดพันธุ์ผักกาด
อยากมีความทุกข์แค่นี้ไหม ลองถามตัวเอง ขนาดความทุกข์ของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง เปรียบกับอะไรได้บ้าง บางคนบอกทุกข์เหมือนภูเขาไฟฟูจิ กองเป็นภูเขาเลากา บางคนทุกข์เหมือนดอยอินทนนท์ บางคนทุกข์เหมือนดอยนางนอน เป็นดอยที่อยู่เชียงราย จะมีจุดชมวิวอยู่ตรงแม่จันใกล้ๆ ดอยตุง เราเรียกว่าดอยนางนอนก็เพราะว่านางคนนี้เธอนอนมาตั้งแต่เชียงใหม่ แล้วมาจบที่แม่สายเชียงราย ถ้าเธอลุกขึ้นยืนจะสูงขนาดไหน นี่คือเปรียบความทุกข์เหมือนดอยนางนอน
แต่ถ้าเราเข้าใจเรื่องเราไม่มีเรา ความทุกข์จะลดน้อยลงมากเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด อยากให้ความทุกข์เหลือน้อยอย่างนี้ไหม ถ้าอยากก็ต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า ความทุกข์เกิดขึ้นจากอะไร
ในตัวเรามีสองกาย กายหนึ่งเป็นกายเนื้อ อีกกายหนึ่งเป็นกายใน กายเนื้อเวลาเผชิญความทุกข์เจ็บมากไหม ใครมาทุบหลังเราตุ้บ ถ้าเขาไม่เจตนา St Ro Ug Sh Ac Bc To St Je Al Gi Fe Je เราหันไปมองเขาขอโทษ เราเจ็บไหม ถึงเจ็บก็หายทันทีถ้าเขาขอโทษ แต่ถ้ามีใครมาตบหัวเรา ผัวะ หันไปมองแล้วเขายังยิ้มใส่หน้าเรา จริงๆ เจ็บหัวนั้นซาไปแล้ว แต่มันไปสะเทือนที่ใจ และถ้าถูกเขายิ้มเยาะอีก ยิ่งเจ็บ เจ็บนานมาก ถ้าไม่ได้เอาคืนจะอยู่อีกหลายวัน ฉะนั้นทุกๆ ครั้งที่เราถูกกระทำจะมีกายสองกายรับการกระทบ กายหนึ่งเป็นกายเนื้อและอีกกายหนึ่งเป็นกายในหรือกายใจ
คำถามก็คือแล้วกายใจอยู่ไหน กายซึ่งเป็นตัวปัญหาอยู่ตรงไหน กายนอกก็คือร่างกาย ถูกเตะ ต่อย ตี ถูกเหยียบหัวแม่เท้า ในความเป็นจริงนั้นเจ็บไม่นาน เหมือนเราเดินจงกรมอยู่ แล้วมีคนเดินมาเหยียบหัวแม่เท้าเรา เจ็บนานไหม ไม่นาน ไม่ถึงนาที เดินจงกรมอยู่กลางสนาม มดกัดเท้าเจ็บนานไหม ไม่นานเลย
คราวนี้ เอาใหม่ เดินจงกรมอยู่ดีๆ มีคนเดินมาใกล้ๆ แล้วก็เหยียบหัวแม่เท้าเรา เราหันไปมอง คุณคิดว่าคุณเป็นใคร ขอโทษเดี๋ยวนี้ อีกคนพูดว่าเรื่องอะไรต้องขอโทษ ไม่ได้เจตนาสักหน่อย แต่คุณต้องขอโทษ คุณอยากได้นามบัตรฉันไหม จะได้รู้ว่าควรขอโทษหรือไม่ควร คนอื่นๆ เดินจงกรมต่อไป แต่สองคนนี้ยืนทะเลาะกัน คนหนึ่งจะเอาคำขอโทษให้ได้ อีกคนก็ไม่ยอมขอโทษ แล้วหลังจากนั้นภายในไม่ถึงสิบนาทีก็ชกกันตรงนั้น
คำถามก็คือ ในความเป็นจริงเหยียบหัวแม่เท้านั้นมันเจ็บขนาดนั้นไหม ในทางรูปธรรมมันไม่เจ็บหรอก เจ็บก็ไม่เท่าไหร่ แต่ทำไมเขาจึงไม่ยอม เพราะว่าเขาเจ็บหัวแม่เท้าที่อยู่ข้างใน ไม่ใช่หัวแม่เท้าข้างนอก มดกัดเรา ความปวดมันแล่นเป็นริ้วเป็นริ้วขึ้นมาตามเท้า แต่ถ้าเรากำหนดว่าปวดหนอ ปวดหนอ ปวดหนอ หายไหม หาย แต่ถ้าเรามองหามด อยู่ไหน จะเอาเท้าขยี้ๆ ฉันอยู่กรุงเทพฯไม่เคยโดนมดกัด ขยี้ไม่เพียงแต่หนึ่งตัวที่กัดเราเท่านั้นนะ ยังมองหารังด้วย ตามไปเอาเท้าบดมดร้อยกว่าตัวดับอนาถ
มีใครสักคนเล่นกลอยู่ในตัวเรานี้ ทำให้ชีวิตเล็กๆ ของเรากว้างศอกยาววาหนาคืบ กลายเป็นตำบลกระสุนตก และเป็นรังแห่งความทุกข์ มีใครกี่คนที่รู้ว่าความทุกข์นั้นมันก่อตัวขึ้นตรงไหน น้อยคนจะรู้ เพราะว่าเขาเหล่านั้นไม่ได้เรียนอ่าน อาตโมโลยี มาจากคำว่า อาตมาบวกกับเทคโนโลยี ซึ่งแปลว่าวิทยาการ หรือศาสตร์วิชาว่าด้วยตัวเรา
อยู่ห้องแอร์ ปวดปัสสาวะบ่อย ผิดปกติไหม
สำหรับอาการปัสสาวะบ่อยนั้นเป็นกลุ่มอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ เช่น 1-2 ครั้งต่อชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ หรือการรับประทานเครื่องดื่มบางประเภท เช่น ชา กาแฟ แอลกอฮอลล์
สาเหตุส่วนใหญ่ของ อาการกระเพาะปัสสาวะไวเกิน ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อกันว่า เกิดจากระบบประสาทที่บริเวณกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ Ug Dr Bo Be Ah Va To Ug Te Ro H Be ทำให้มีการสั่งงานให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวบ่อยและไวกว่ากำหนด โดยที่ปริมาณปัสสาวะไม่มากพอที่จะทำให้รู้สึกว่าปวดปัสสาวะ
ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้มีอาการดังกล่าว ได้แก่ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน, โรคเบาหวาน, โรคเบาจืด, การผ่าตัดอุ้งเชิงกราน เป็นต้น
สำหรับอาการที่ปวดปัสสาวะบ่อยเวลาอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ นั้น น่าจะเกิดจากความเย็นกระตุ้นทำให้ปัสสาวะบ่อยได้ อาจจะลองสังเกตง่ายๆ ว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในที่เย็นแล้วยังมีอาการดังกล่าวหรือไม่ ถ้ายังมีอาการดังกล่าวอยู่หรือมีอาการร่วมอย่างอื่น เช่น ปัสสาวะแสบขัด ปวดท้องน้อย เป็นต้น ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจและวินิจฉัยโรคต่อไป
แต่ในทางธรรมะถ้าเรามีเราจะยุ่งทันที ความทุกข์จะเกิดจากสภาวะเรามีเรา ส่วนในทางโลกนั้นเขาถือกันว่าถ้าเรามีเราแล้ว มีความสุข แต่ละคนก็เลยพยายามจะมองหาใครสักคนหนึ่งที่ทำให้หัวใจเราเต้นโครมคราม ใครสักคนซึ่งทำให้เราหลงใหลได้ปลื้ม ใครสักคนหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเกิดมาเพื่อเรา แล้วเราก็เกิดมาเพื่อเขา ถ้าไม่ได้ใช้ชีวิตคู่กับคนนี้นะโลกนี้ไม่มีความหมาย บางคนคิดอย่างนี้จริงๆ
ไม่นานมานี้มีข่าวหนังสือพิมพ์ มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งทะเลาะกับแฟนแล้วตัดสินใจใช้เชือกผูกคอแล้วกระโดดห้อยต่องแต่งลงตึก ก่อนจะทำอัตวินิบาตกรรมหรือฆ่าตัวตาย เธอก็ได้เขียนจดหมายถึงแฟนไว้ว่าขออภัย และทำผัดไทยไว้จานหนึ่ง เขียนไว้ในจดหมายรักฉบับสุดท้ายว่า อย่าลืมกินผัดไทยที่พี่ชอบด้วย น้องขอลา แล้วก็กระโดดตึก ตายคาที่ ใครหนอจะกล้ากินผัดไทยได้ลงคอ
นี่คือเรามีเรา เรามีเราแบบโลกๆ มองเผินๆ เหมือนจะมีความสุข ใครก็ตามที่เรารักมากที่สุด คนคนนั้นทำให้เราทุกข์มากที่สุด รักมากที่สุด กอดกันทุกคืน พอเลิกรักกันแล้วเป็นอย่างไร ทำให้เราทุกข์ได้มากที่สุดเหมือนกัน ลูกของเรา สามีของเรา ภรรยาของเรา เรารักมากที่สุด ก็ทุกข์มากที่สุด
สภาวะที่เรามีเรา ในความหมายอย่างโลกๆ คือการที่เราอยากจะมีชีวิตคู่กับใครสักคน ในความหมายทางโลกมองว่าเป็นความสุข แต่ที่จริงแล้วเป็นสุขที่เจือทุกข์ เปรียบเสมือนน้ำผึ้งบนคมมีดโกน สุข สุข ทุกข์ ทุกข์ ทุกข์ สุข ทุกข์ ทุกข์ ดังนั้นแท้จริงแล้วสภาวะเรามีเราสุขหรือทุกข์ ทุกข์ แต่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นทุกข์ เขามองเห็นแต่สุข ดังนั้นเราจึงพยายามจะแสวงหาใครอีกคนหนึ่งมารวมกับเรา จึงกลายเป็นเรามีเรา
ความทุกข์ลดลง เพราะเราไม่มีเรา
ในทางธรรมท่านบอกว่าเราไม่มีเรา ถ้าเราเข้าใจว่าเราไม่มีเราความทุกข์ในชีวิตจะหายไปครึ่งหนึ่ง และถ้าใครปล่อยวางตัวเราได้สำเร็จ แม้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด ถ้ามีสี่ส่วนเราปล่อยได้เพียงหนึ่งส่วนก็คือเป็นพระโสดาบัน ความทุกข์ของเราก่อนหน้าที่จะเป็นพระโสดาบัน ยิ่งใหญ่หนักแน่นดังขุนเขาหิมาลัย แต่พอเราเข้าใจเรื่องเราไม่มีเราแล้ว ความทุกข์ยิ่งใหญ่ปานขุนเขาหิมาลัยนั้นจะลดขนาดลงเหลือเพียงเมล็ดพันธุ์ผักกาด นี่แค่หนึ่งส่วนสี่ ยังเหลือแค่เมล็ดพันธุ์ผักกาด
อยากมีความทุกข์แค่นี้ไหม ลองถามตัวเอง ขนาดความทุกข์ของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง เปรียบกับอะไรได้บ้าง บางคนบอกทุกข์เหมือนภูเขาไฟฟูจิ กองเป็นภูเขาเลากา บางคนทุกข์เหมือนดอยอินทนนท์ บางคนทุกข์เหมือนดอยนางนอน เป็นดอยที่อยู่เชียงราย จะมีจุดชมวิวอยู่ตรงแม่จันใกล้ๆ ดอยตุง เราเรียกว่าดอยนางนอนก็เพราะว่านางคนนี้เธอนอนมาตั้งแต่เชียงใหม่ แล้วมาจบที่แม่สายเชียงราย ถ้าเธอลุกขึ้นยืนจะสูงขนาดไหน นี่คือเปรียบความทุกข์เหมือนดอยนางนอน
แต่ถ้าเราเข้าใจเรื่องเราไม่มีเรา ความทุกข์จะลดน้อยลงมากเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด อยากให้ความทุกข์เหลือน้อยอย่างนี้ไหม ถ้าอยากก็ต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า ความทุกข์เกิดขึ้นจากอะไร
ในตัวเรามีสองกาย กายหนึ่งเป็นกายเนื้อ อีกกายหนึ่งเป็นกายใน กายเนื้อเวลาเผชิญความทุกข์เจ็บมากไหม ใครมาทุบหลังเราตุ้บ ถ้าเขาไม่เจตนา St Ro Ug Sh Ac Bc To St Je Al Gi Fe Je เราหันไปมองเขาขอโทษ เราเจ็บไหม ถึงเจ็บก็หายทันทีถ้าเขาขอโทษ แต่ถ้ามีใครมาตบหัวเรา ผัวะ หันไปมองแล้วเขายังยิ้มใส่หน้าเรา จริงๆ เจ็บหัวนั้นซาไปแล้ว แต่มันไปสะเทือนที่ใจ และถ้าถูกเขายิ้มเยาะอีก ยิ่งเจ็บ เจ็บนานมาก ถ้าไม่ได้เอาคืนจะอยู่อีกหลายวัน ฉะนั้นทุกๆ ครั้งที่เราถูกกระทำจะมีกายสองกายรับการกระทบ กายหนึ่งเป็นกายเนื้อและอีกกายหนึ่งเป็นกายในหรือกายใจ
คำถามก็คือแล้วกายใจอยู่ไหน กายซึ่งเป็นตัวปัญหาอยู่ตรงไหน กายนอกก็คือร่างกาย ถูกเตะ ต่อย ตี ถูกเหยียบหัวแม่เท้า ในความเป็นจริงนั้นเจ็บไม่นาน เหมือนเราเดินจงกรมอยู่ แล้วมีคนเดินมาเหยียบหัวแม่เท้าเรา เจ็บนานไหม ไม่นาน ไม่ถึงนาที เดินจงกรมอยู่กลางสนาม มดกัดเท้าเจ็บนานไหม ไม่นานเลย
คราวนี้ เอาใหม่ เดินจงกรมอยู่ดีๆ มีคนเดินมาใกล้ๆ แล้วก็เหยียบหัวแม่เท้าเรา เราหันไปมอง คุณคิดว่าคุณเป็นใคร ขอโทษเดี๋ยวนี้ อีกคนพูดว่าเรื่องอะไรต้องขอโทษ ไม่ได้เจตนาสักหน่อย แต่คุณต้องขอโทษ คุณอยากได้นามบัตรฉันไหม จะได้รู้ว่าควรขอโทษหรือไม่ควร คนอื่นๆ เดินจงกรมต่อไป แต่สองคนนี้ยืนทะเลาะกัน คนหนึ่งจะเอาคำขอโทษให้ได้ อีกคนก็ไม่ยอมขอโทษ แล้วหลังจากนั้นภายในไม่ถึงสิบนาทีก็ชกกันตรงนั้น
คำถามก็คือ ในความเป็นจริงเหยียบหัวแม่เท้านั้นมันเจ็บขนาดนั้นไหม ในทางรูปธรรมมันไม่เจ็บหรอก เจ็บก็ไม่เท่าไหร่ แต่ทำไมเขาจึงไม่ยอม เพราะว่าเขาเจ็บหัวแม่เท้าที่อยู่ข้างใน ไม่ใช่หัวแม่เท้าข้างนอก มดกัดเรา ความปวดมันแล่นเป็นริ้วเป็นริ้วขึ้นมาตามเท้า แต่ถ้าเรากำหนดว่าปวดหนอ ปวดหนอ ปวดหนอ หายไหม หาย แต่ถ้าเรามองหามด อยู่ไหน จะเอาเท้าขยี้ๆ ฉันอยู่กรุงเทพฯไม่เคยโดนมดกัด ขยี้ไม่เพียงแต่หนึ่งตัวที่กัดเราเท่านั้นนะ ยังมองหารังด้วย ตามไปเอาเท้าบดมดร้อยกว่าตัวดับอนาถ
มีใครสักคนเล่นกลอยู่ในตัวเรานี้ ทำให้ชีวิตเล็กๆ ของเรากว้างศอกยาววาหนาคืบ กลายเป็นตำบลกระสุนตก และเป็นรังแห่งความทุกข์ มีใครกี่คนที่รู้ว่าความทุกข์นั้นมันก่อตัวขึ้นตรงไหน น้อยคนจะรู้ เพราะว่าเขาเหล่านั้นไม่ได้เรียนอ่าน อาตโมโลยี มาจากคำว่า อาตมาบวกกับเทคโนโลยี ซึ่งแปลว่าวิทยาการ หรือศาสตร์วิชาว่าด้วยตัวเรา
อยู่ห้องแอร์ ปวดปัสสาวะบ่อย ผิดปกติไหม
สำหรับอาการปัสสาวะบ่อยนั้นเป็นกลุ่มอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ เช่น 1-2 ครั้งต่อชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ หรือการรับประทานเครื่องดื่มบางประเภท เช่น ชา กาแฟ แอลกอฮอลล์
สาเหตุส่วนใหญ่ของ อาการกระเพาะปัสสาวะไวเกิน ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อกันว่า เกิดจากระบบประสาทที่บริเวณกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ Ug Dr Bo Be Ah Va To Ug Te Ro H Be ทำให้มีการสั่งงานให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวบ่อยและไวกว่ากำหนด โดยที่ปริมาณปัสสาวะไม่มากพอที่จะทำให้รู้สึกว่าปวดปัสสาวะ
ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้มีอาการดังกล่าว ได้แก่ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน, โรคเบาหวาน, โรคเบาจืด, การผ่าตัดอุ้งเชิงกราน เป็นต้น
สำหรับอาการที่ปวดปัสสาวะบ่อยเวลาอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ นั้น น่าจะเกิดจากความเย็นกระตุ้นทำให้ปัสสาวะบ่อยได้ อาจจะลองสังเกตง่ายๆ ว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในที่เย็นแล้วยังมีอาการดังกล่าวหรือไม่ ถ้ายังมีอาการดังกล่าวอยู่หรือมีอาการร่วมอย่างอื่น เช่น ปัสสาวะแสบขัด ปวดท้องน้อย เป็นต้น ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจและวินิจฉัยโรคต่อไป
ทำให้หลับสบายได้ด้วยวิธีง่ายๆ
มีนักวิจัยได้ค้นพบว่าการฟังเพลงสามารถช่วยให้ผ่อนคลายได้ ฟังเพียง 45 นาทีก่อนเข้านอนก็จะสามารถช่วยให้นอนหลับอย่างสบาย ซึ่งใครที่มีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับให้ลองมาฟังเพลงเพื่อแก้ปัญหาแทนการนอน นับแกะจะดีกว่า
จากวารสาร the Journal of Advanced Nursing รายงานว่าได้มีกลุ่มนักวิจัยชาวไต้หวัน ได้ศึกษาถึงรูปแบบของการนอนของผู้สูงอายุ โดยใช้อาสาสมัครที่เป็นคนสูงอายุจำนวน 60 คน ที่มีปัญหากับการนอน ในการศึษาในครั้งนี้เขาจะให้อาสาสมัครเหล่านี้เลือกการฟังเพลงก่อนที่จะเข้า นอน หรือเลือกที่จะไม่ฟังเพลงก็ได้ ทั้งนี้เพลงที่ให้เลือกก็จะมีพวกเพลงเบาๆ ช้าๆ ที่มีอัตราจังหวะที่ 60-80 จังหวะต่อนาที เช่น เพลงแจ๊ซ โฟล์ก หรือ วงออเครสตรา โดยมีให้เลือก 6 ม้วน
ผลปรากฏว่าอาสาสมัครที่ได้ฟังเพลงก่อนนอนมีการพัฒนาการนอนดีขึ้น 35 เปอร์เซ็นต์ โดยสามารถนอนหลับได้ดีขึ้นและยาวนานมากขึ้นและมีการลดอาการผิดปกติในเวลา กลางวันได้อีกด้วย อีกทั้งยังมีอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจต่ำที่ลดลง
ศาสตราจารย์ Hui-Ling Lai จากโรงพยาบาล Buddhist Tzu-Chi General Hospital และมหาวิทยาลัย University of Taiwan ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะวิจัยได้ระบุว่ามีคนที่ฟังเพลงก่อนนอนและมีพัฒนาการนอนดี ขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ถึงมากถึง 26 เปอร์เซ็นต์ และเปอร์เซ็นต์นี้ก็ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นๆ เมื่อพวกเขาสามารถปรับตัวให้ผ่อนคลายได้ด้วยดนตรี
ศาสตราจารย์ Jim Horne จากศูนย์การวิจัยด้านการนอนของมหาวิทยาลัย Loughborough University กล่าวว่าใครก็ตามที่มีเรื่องไม่สบายใจก่อนเข้านอน และหากมีสิ่งๆ หนึ่งที่จะสามารถช่วยให้เขาสามารถหลับได้อย่างสบาย สิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่วิเศษทีเดียว
อย่างไรก็ตามมีบางคนบอกว่าเพื่อให้คนสูงอายุสามารถหลับได้ในตอนกลางคืน ต้องพยายามฝืนอย่าให้เขาหลับในตอนกลางวันเพื่อ เวลากลางคืนเขาจะได้ง่วง แต่เราน่าแนะนำให้เขาใหม่ ให้มาลองฟังเพลงก่อนนอนดูมันอาจจะช่วยได้เหมือนกับรายงานการวิจัยชิ้นนี้
ปวดหลัง มีทางแก้ แค่รู้วิธี
ปัจจุบันผู้ป่วยจำนวนมากที่มาพบแพทย์ด้วยกลุ่มอาการปวด หรือ ยain syndrome โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดหลัง Al Fr So Mi Be Ae Jo Me Ug Ug Ug J Co To ซึ่งอาจจะเป็นได้ตั้งแต่การปวดเฉพาะช่วงเอว หรือปวดขึ้นมาถึงบริเวณต้นคอ โดยในรายที่ปวดมากอาจเคยได้รับการผ่าตัดมาบ้างแล้ว ส่วนรายที่เป็นไม่มากแม้จะไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ก่อความรำคาญให้เจ้าตัวไม่น้อย หรือบางคนต้องเปลี่ยนงาน เปลี่ยนอาชีพ หรือหยุดกิจกรรมบางอย่างจากการปวดหลังทีเดียว
เพราะฉะนั้นเรียนรู้โรคปวดหลังเอาไว้บ้าง อาจช่วยคุณได้มากกว่าที่คิด
สาเหตุของอาการปวดหลัง
อาการปวดหลังเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่เป็นสาเหตุหลักที่พบได้บ่อยก็คือ ลักษณะท่าทางในการทำงาน ทั้งคนที่ทำงานนั่งโต๊ะอย่างงานออฟฟิศ หรือคนใช้แรงงานแบกหาม โดยกลุ่มที่ทำงานนั่งโต๊ะมักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการคล้ายๆ กันคือ ปวดหลัง ปวดคอ เมื่อยคอ แบบเป็นๆ หายๆ อันเนื่องมาจากจอคอมพิวเตอร์อยู่สูงเกินไปทำให้ต้องเงยคออยู่ตลอดเวลาเป็นระยะเวลานานๆ โดยไม่รู้ตัว หรือมิฉะนั้นก็อาจจะเกิดจากต้องก้มคอเพื่อดูหน้าจอหรือมองคีย์บอร์ดในขณะทำงาน อาการปวดหลังของคนทำงานออฟฟิศ จึงจัดอยู่กลุ่ม office syndrome ที่มาแรงไม่แพ้อาการอื่นๆ ส่วนกลุ่มอาชีพที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ อาจมีอาการปวดหลังปวดคอ ร้าวลงแขนหรือขา ร่วมกับอาการปวด ชาหรืออ่อนแรง
สำหรับสาเหตุรองๆ ลงมาคือ การเสื่อมของกระดูกหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งมักพบในกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่ากลุ่มแรก สาเหตุที่เหลือคือกลุ่มที่เป็นโรคแอบแฝง เช่น วัณโรค การติดเชื้อ หรือเนื้องอกในกระดูกสันหลัง หรือไขสันหลัง เป็นต้น
การรักษาอาการปวดหลัง
การรักษาที่ถูกต้องที่สุดคือรักษาให้ตรงกับสาเหตุของอาการปวดหลัง ยกเว้นถ้าหาสาเหตุที่แน่นอนไม่พบ ก็มักจะต้องรักษาแบบประคับประคอง เช่น
- หากปวดหลังเนื่องจากน้ำหนักตัวมากไป ก็ควรลดน้ำหนัก ซึ่งจะช่วยได้มากและเร็วที่สุด
- หากปวดเนื่องมาจากกลุ่มอาการ office syndrome ก็ควรไปแก้ไขที่สาเหตุ เช่นปรับระดับจอให้เหมาะสม คือพอดีกับระดับสายตา จะได้ไม่ต้องก้มๆ เงยๆ และพยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ รวมทั้งมีการพักสายตาและลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายเมื่อนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานๆ
- หากปวดเนื่องจากการยกของหนัก ก็ควรหลีกเลี่ยง หรือยกให้ถูกวิธี เช่น ย่อเข่าลงไปแล้วจึงค่อยยกของ แทนที่จะใช้วิธีการก้มลงไปยก
- การลดน้ำหนักตัวเป็นการรักษาเชิงป้องกันที่ดีที่สุด และสามารถใช้ได้กับแทบจะทุกสาเหตุ เพียงผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังสามารถลดน้ำหนักได้เพียง 10% ก็จะรับรู้ได้ถึงความแตกต่างทันที แต่ไม่น่าเชื่อว่าการลดน้ำหนักตัวดูเหมือนจะเป็นวิธีการรักษาที่ทำได้ยากกว่าวิธีอื่น
- สำหรับความผิดปกติอื่นที่อาจจะเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังได้ อย่างเช่น หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม หรือ Sh Ar Ug Sh Op Ug Wo So To Pi Gi กระดูกสันหลังเสื่อมอันเนื่องมาจากอายุหรือการใช้งานอย่างหนักมานาน ซึ่งผู้ป่วยมักมีอาการปวดร้าวไปตามแนวเส้นประสาท เรื่อยลงไปถึงแขนหรือขา ร่วมกับอาการแขน ขา ชา หรืออ่อนแรง ในกรณีเช่นนี้การรักษาจะขึ้นกับความรุนแรงของโรค โดยในรายที่เป็นมากอาจต้องผ่าตัด แต่หากเป็นไม่มาก อาจพิจารณาให้กินยาและลดน้ำหนักตัวลง
- โรคไต ก็เป็นอีกโรคที่มักทำให้ปวดหลัง โดยสิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นอาการปวดหลังจากโรคไต คือ มักมีอาการปวดรุนแรงทันที มีไข้ ปัสสาวะเปลี่ยนสี แสบ ขัดเวลาถ่ายเบา รวมถึงอาการปวดจะรุนแรงมากถ้ามีการกระแทกที่ชายโครงด้านทั้งหลังสองข้าง ซึ่งในกรณีเช่นนี้คงต้องรักษาที่สาเหตุคือโรคไต
วิเคราะห์อาการปวดหลังด้วยตนเอง
ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้วิเคราะห์อาการปวดหลังได้ด้วยตัวเอง เพื่อจะได้รู้ว่าเราควรจะต้องตอบสนองกับอาการปวดอย่างไร หากเป็นแบบนี้
จากวารสาร the Journal of Advanced Nursing รายงานว่าได้มีกลุ่มนักวิจัยชาวไต้หวัน ได้ศึกษาถึงรูปแบบของการนอนของผู้สูงอายุ โดยใช้อาสาสมัครที่เป็นคนสูงอายุจำนวน 60 คน ที่มีปัญหากับการนอน ในการศึษาในครั้งนี้เขาจะให้อาสาสมัครเหล่านี้เลือกการฟังเพลงก่อนที่จะเข้า นอน หรือเลือกที่จะไม่ฟังเพลงก็ได้ ทั้งนี้เพลงที่ให้เลือกก็จะมีพวกเพลงเบาๆ ช้าๆ ที่มีอัตราจังหวะที่ 60-80 จังหวะต่อนาที เช่น เพลงแจ๊ซ โฟล์ก หรือ วงออเครสตรา โดยมีให้เลือก 6 ม้วน
ผลปรากฏว่าอาสาสมัครที่ได้ฟังเพลงก่อนนอนมีการพัฒนาการนอนดีขึ้น 35 เปอร์เซ็นต์ โดยสามารถนอนหลับได้ดีขึ้นและยาวนานมากขึ้นและมีการลดอาการผิดปกติในเวลา กลางวันได้อีกด้วย อีกทั้งยังมีอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจต่ำที่ลดลง
ศาสตราจารย์ Hui-Ling Lai จากโรงพยาบาล Buddhist Tzu-Chi General Hospital และมหาวิทยาลัย University of Taiwan ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะวิจัยได้ระบุว่ามีคนที่ฟังเพลงก่อนนอนและมีพัฒนาการนอนดี ขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ถึงมากถึง 26 เปอร์เซ็นต์ และเปอร์เซ็นต์นี้ก็ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นๆ เมื่อพวกเขาสามารถปรับตัวให้ผ่อนคลายได้ด้วยดนตรี
ศาสตราจารย์ Jim Horne จากศูนย์การวิจัยด้านการนอนของมหาวิทยาลัย Loughborough University กล่าวว่าใครก็ตามที่มีเรื่องไม่สบายใจก่อนเข้านอน และหากมีสิ่งๆ หนึ่งที่จะสามารถช่วยให้เขาสามารถหลับได้อย่างสบาย สิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่วิเศษทีเดียว
อย่างไรก็ตามมีบางคนบอกว่าเพื่อให้คนสูงอายุสามารถหลับได้ในตอนกลางคืน ต้องพยายามฝืนอย่าให้เขาหลับในตอนกลางวันเพื่อ เวลากลางคืนเขาจะได้ง่วง แต่เราน่าแนะนำให้เขาใหม่ ให้มาลองฟังเพลงก่อนนอนดูมันอาจจะช่วยได้เหมือนกับรายงานการวิจัยชิ้นนี้
ปวดหลัง มีทางแก้ แค่รู้วิธี
ปัจจุบันผู้ป่วยจำนวนมากที่มาพบแพทย์ด้วยกลุ่มอาการปวด หรือ ยain syndrome โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดหลัง Al Fr So Mi Be Ae Jo Me Ug Ug Ug J Co To ซึ่งอาจจะเป็นได้ตั้งแต่การปวดเฉพาะช่วงเอว หรือปวดขึ้นมาถึงบริเวณต้นคอ โดยในรายที่ปวดมากอาจเคยได้รับการผ่าตัดมาบ้างแล้ว ส่วนรายที่เป็นไม่มากแม้จะไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ก่อความรำคาญให้เจ้าตัวไม่น้อย หรือบางคนต้องเปลี่ยนงาน เปลี่ยนอาชีพ หรือหยุดกิจกรรมบางอย่างจากการปวดหลังทีเดียว
เพราะฉะนั้นเรียนรู้โรคปวดหลังเอาไว้บ้าง อาจช่วยคุณได้มากกว่าที่คิด
สาเหตุของอาการปวดหลัง
อาการปวดหลังเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่เป็นสาเหตุหลักที่พบได้บ่อยก็คือ ลักษณะท่าทางในการทำงาน ทั้งคนที่ทำงานนั่งโต๊ะอย่างงานออฟฟิศ หรือคนใช้แรงงานแบกหาม โดยกลุ่มที่ทำงานนั่งโต๊ะมักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการคล้ายๆ กันคือ ปวดหลัง ปวดคอ เมื่อยคอ แบบเป็นๆ หายๆ อันเนื่องมาจากจอคอมพิวเตอร์อยู่สูงเกินไปทำให้ต้องเงยคออยู่ตลอดเวลาเป็นระยะเวลานานๆ โดยไม่รู้ตัว หรือมิฉะนั้นก็อาจจะเกิดจากต้องก้มคอเพื่อดูหน้าจอหรือมองคีย์บอร์ดในขณะทำงาน อาการปวดหลังของคนทำงานออฟฟิศ จึงจัดอยู่กลุ่ม office syndrome ที่มาแรงไม่แพ้อาการอื่นๆ ส่วนกลุ่มอาชีพที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ อาจมีอาการปวดหลังปวดคอ ร้าวลงแขนหรือขา ร่วมกับอาการปวด ชาหรืออ่อนแรง
สำหรับสาเหตุรองๆ ลงมาคือ การเสื่อมของกระดูกหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งมักพบในกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่ากลุ่มแรก สาเหตุที่เหลือคือกลุ่มที่เป็นโรคแอบแฝง เช่น วัณโรค การติดเชื้อ หรือเนื้องอกในกระดูกสันหลัง หรือไขสันหลัง เป็นต้น
การรักษาอาการปวดหลัง
การรักษาที่ถูกต้องที่สุดคือรักษาให้ตรงกับสาเหตุของอาการปวดหลัง ยกเว้นถ้าหาสาเหตุที่แน่นอนไม่พบ ก็มักจะต้องรักษาแบบประคับประคอง เช่น
- หากปวดหลังเนื่องจากน้ำหนักตัวมากไป ก็ควรลดน้ำหนัก ซึ่งจะช่วยได้มากและเร็วที่สุด
- หากปวดเนื่องมาจากกลุ่มอาการ office syndrome ก็ควรไปแก้ไขที่สาเหตุ เช่นปรับระดับจอให้เหมาะสม คือพอดีกับระดับสายตา จะได้ไม่ต้องก้มๆ เงยๆ และพยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ รวมทั้งมีการพักสายตาและลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายเมื่อนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานๆ
- หากปวดเนื่องจากการยกของหนัก ก็ควรหลีกเลี่ยง หรือยกให้ถูกวิธี เช่น ย่อเข่าลงไปแล้วจึงค่อยยกของ แทนที่จะใช้วิธีการก้มลงไปยก
- การลดน้ำหนักตัวเป็นการรักษาเชิงป้องกันที่ดีที่สุด และสามารถใช้ได้กับแทบจะทุกสาเหตุ เพียงผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังสามารถลดน้ำหนักได้เพียง 10% ก็จะรับรู้ได้ถึงความแตกต่างทันที แต่ไม่น่าเชื่อว่าการลดน้ำหนักตัวดูเหมือนจะเป็นวิธีการรักษาที่ทำได้ยากกว่าวิธีอื่น
- สำหรับความผิดปกติอื่นที่อาจจะเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังได้ อย่างเช่น หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม หรือ Sh Ar Ug Sh Op Ug Wo So To Pi Gi กระดูกสันหลังเสื่อมอันเนื่องมาจากอายุหรือการใช้งานอย่างหนักมานาน ซึ่งผู้ป่วยมักมีอาการปวดร้าวไปตามแนวเส้นประสาท เรื่อยลงไปถึงแขนหรือขา ร่วมกับอาการแขน ขา ชา หรืออ่อนแรง ในกรณีเช่นนี้การรักษาจะขึ้นกับความรุนแรงของโรค โดยในรายที่เป็นมากอาจต้องผ่าตัด แต่หากเป็นไม่มาก อาจพิจารณาให้กินยาและลดน้ำหนักตัวลง
- โรคไต ก็เป็นอีกโรคที่มักทำให้ปวดหลัง โดยสิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นอาการปวดหลังจากโรคไต คือ มักมีอาการปวดรุนแรงทันที มีไข้ ปัสสาวะเปลี่ยนสี แสบ ขัดเวลาถ่ายเบา รวมถึงอาการปวดจะรุนแรงมากถ้ามีการกระแทกที่ชายโครงด้านทั้งหลังสองข้าง ซึ่งในกรณีเช่นนี้คงต้องรักษาที่สาเหตุคือโรคไต
วิเคราะห์อาการปวดหลังด้วยตนเอง
ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้วิเคราะห์อาการปวดหลังได้ด้วยตัวเอง เพื่อจะได้รู้ว่าเราควรจะต้องตอบสนองกับอาการปวดอย่างไร หากเป็นแบบนี้
ทำให้ความทุกข์กลัวเรา
หนูดี-วนิษาถ่ายทอดความคิดที่ตกผลึก ถึงการใช้ประโยชน์และควบคุมอำนาจ หลังจากเข้าร่วมงานภาวนา ศิลปะของอำนาจ นำโดยหลวงปู่ติช นัท ฮันห์
หนูดีมาอยู่ที่ภูเขางาม รีสอร์ท จังหวัดนครนายก เพื่อร่วมงานภาวนา ศิลปะของอำนาจ นำโดยท่านเจ้าอาวาสวัดพลัม ประเทศฝรั่งเศส หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ชาวเวียดนามวัยกว่า 80 ปี
งานภาวนาครั้งนี้ เน้นผู้เข้าร่วมที่เป็นนักธุรกิจหรือผู้บริหารเท่านั้น เพราะเรื่องราวที่พูดเกี่ยวข้องกับการดูแล อำนาจ แต่เมื่อมองไปที่รายละเอียดอย่างลึกซึ้งแล้ว หนูดีพบว่า นี่เป็นเรื่องราวที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ แม้ว่าจะไม่ใช่นักธุรกิจก็ตาม
อำนาจ ในความหมายของหลวงปู่และความหมายของศาสนาพุทธ ก็คือ เรื่องของ พละ 5 หรือ กำลังทั้งห้า ที่ประกอบด้วย อำนาจแห่งศรัทธา อำนาจแห่งความเพียร อำนาจแห่งสติ อำนาจแห่งสมาธิและอำนาจแห่งความเห็นแจ้ง เมื่อเรามีสิ่งเหล่านี้ครบ ก็เท่ากับว่าเรามีพลังและอำนาจ อำนาจเหล่านี้จะไม่ทำให้ใครทุกข์ ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้เรามีความสุขได้อย่างมากและอย่างลึกซึ้ง
เช้าวันแรก เราพูดคุยกันถึงอำนาจที่เป็นพื้นฐานของความสุข คือ มหาปัญญา ฟังดูแล้วยิ่งใหญ่มาก แต่หลวงปู่บอกว่า มหาปัญญาก็แปลได้ง่ายๆ ว่า ความเข้าใจ แต่เราจะเข้าใจเรื่องอะไรกันดี ในเมื่อโลกนี้มีเรื่องให้ทำความเข้าใจมากมาย ท่านบอกว่า เรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจนั้น ก็คือ ความทุกข์ของเราเอง เมื่อทำความเข้าใจถึงก้นบึ้งของความทุกข์ได้ นั่นก็คือ การเกิดขึ้นแล้วของมหาปัญญา
เมื่อหันกลับมามอง มาเข้าใจความทุกข์ว่ามีธรรมชาติอย่างไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร สิ่งมหัศจรรย์สองสิ่งจะเกิดขึ้น สิ่งแรกก็คือ เราจะมีความสุขมากขึ้น เพราะความทุกข์หายไป และสิ่งที่สองก็คือ สามารถอยู่ตรงนั้นได้เพื่อช่วยให้คนอีกคนหนึ่งหายทุกข์ ในสายตาหนูดีแล้ว นี่คือสาระสำคัญของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ คือ การได้ทำให้ทุกข์ของเราเบาบางจนจางหาย กับการช่วยคนอื่นๆให้ทุกข์น้อยลง ถ้าเกิดมาแล้วไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย ได้ทำแค่สิ่งนี้ หนูดีก็ถือว่าเกิดมาคุ้มแล้ว
แต่ความทุกข์มีอยู่ทุกที่ แม้แต่คนที่มีชีวิตสมบูรณ์ที่สุดแล้ว หนูดีคิดว่าความทุกข์มันเป็นของ Built-in หรือ สร้างมาคู่กับความเป็นมนุษย์ Ji Ug Pa Te Dr Jo To Ma Gi Mi Di G Wo เช่น อย่างน้อยเราก็ต้องหิว ง่วง เหนื่อย ปวดเมื่อย ขี้เกียจ เจ็บป่วย คือ ต่อให้เรามีชีวิตสุดยอดเพียงไหน แต่ความทุกข์ก็เหมือนจะรอเราอยู่ที่มุมตึกข้างหน้าเสมอ ในเมื่อหนีไม่ได้ ก็ป่วยการจะหนีค่ะ สู้กันแบบแมนๆ เลยดีกว่า
หนูดีพบสิ่งหนึ่งที่แปลกประหลาดมากหลังจากปฏิบัติธรรมก็คือ พอเราตั้งใจดูความทุกข์แบบเอาจริงเอาจัง ไม่เลี่ยงไม่หลบอีกต่อไป กลับพบว่า ความทุกข์เกิดขึ้นยากมาก ทั้งๆ ที่เมื่อก่อน อะไรนิดอะไรหน่อยก็ทำให้รำคาญไปจนถึงขั้นทุกข์ได้
หนูดีเลยมีทฤษฎีเล็กๆ ส่วนตัวว่า เมื่อเราไม่กลัวความทุกข์ความทุกข์ก็เลยกลัวเราเสียเอง เพราะเมื่อก่อนเราวิ่งหาความสุข เรียนให้ดีก็เพราะอยากมีความสุข แต่พอสอบได้คะแนนต่ำ คราวนี้ทุกข์แบบเต็มๆ หนูดีมาสังเกตตัวเองเมื่อก่อน เหมือนเป็นลูกโป่ง คือ เวลามีความสุขก็เหมือนเป่าลมเข้าไปเต็มที่ ลอยล่องอยู่บนฟ้า เหมือนอยู่เหนือความทุกข์ทั้งหมด แต่พลิกแค่นาทีเดียว เอาวัตถุแห่งความสุขของหนูดีออกไป ก็พร้อมจะพลิกกลับไปอยู่อีกขั้ว คือ ทุกข์มหาศาลได้ทันที
หนูดีนับว่าโชคดีที่เกิดมาเป็นคนพุทธ และเมื่อได้ลองปฏิบัติแบบตั้งใจจริงไม่กี่ปีเท่านั้นเอง โดยเอา หัวใจ ของตัวเองเป็นเครื่องมือทำการทดลอง เฝ้าตามดูความทุกข์และความสุข แล้วก็บอกตัวเองว่า พอเสียทีกับอาการสุขมากทุกข์มาก เพราะตามไม่ทัน เดี๋ยวจะหัวใจวายตายไปเสียก่อน
เมื่อเริ่มมาพิจารณาความทุกข์ของตัวเอง พบว่า จริงๆ แล้วความสุขแอบอยู่ข้างๆ ความทุกข์นั่นเอง ขณะเดียวกัน ความทุกข์ก็แอบอยู่ข้างๆ ความสุขนั่นเอง มันเป็นสองด้านของเหรียญ
เมื่อเรามีความทุกข์ เช่น ความโกรธ พระพุทธเจ้าไม่แนะนำให้เก็บกดอารมณ์นั้นไว้ และไม่แนะนำให้ระเบิดอารมณ์นั้นออกไป ท่านแนะนำให้เราหันไปมองอารมณ์นั้นโดยปราศจากความกลัว ซึ่งหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ แนะนำให้เรา To To Ag Cy Va Ke To To Bp Ug To Pr โอบกอดความโกรธ นั้นไว้ เป็นคำที่เห็นภาพและน่าทำตามที่สุด คือ สมมติว่า ความโกรธเป็นลูกตัวเล็กๆ ที่กำลังร้องไห้จ้า และเราเป็นแม่ที่เต็มไปด้วยความรัก ให้เอาพลังความรักเข้าไปโอบกอดจนความโกรธนั้นหยุด ซึ่งเท่าที่หนูดีลองทำ ได้ผลทุกครั้ง 100%
อีกอำนาจที่พูดถึงคือ อำนาจแห่งความรัก เพราะว่าความรักจะทำให้เราเป็นอิสระอย่างแท้จริง เมื่อมองความโกรธของตัวเองด้วยความรัก ความเมตตา ความโกรธจะจางหาย แต่เมื่อมองคนอื่นที่ทำให้เราโกรธด้วยรักเมตตา ความโกรธที่เรามีต่อเขาก็จะเริ่มจาง
คนเราถ้าไม่ทุกข์ ก็ทำให้คนอื่นทุกข์ไม่ได้ หลวงปู่บอกว่า ใครทำให้เราทุกข์ ให้แค้นใจ แปลว่าคนนั้นเขาทุกข์อยู่ เขาเป็นเหยื่อความทุกข์ของเขา และเราก็เป็นเหยื่อความทุกข์ของเขาเช่นกัน แต่ถ้าเปลี่ยนตัวเองจาก ผู้ถูกกระทำ มาเป็น ผู้เยียวยา เราก็จะพ้นทุกข์ และช่วยคนอื่นให้พ้นทุกข์ได้ด้วยในขณะเดียวกัน
นี่ละค่ะ อำนาจที่แท้จริง ในความหมายของศาสนาพุทธ
หนูดีมาอยู่ที่ภูเขางาม รีสอร์ท จังหวัดนครนายก เพื่อร่วมงานภาวนา ศิลปะของอำนาจ นำโดยท่านเจ้าอาวาสวัดพลัม ประเทศฝรั่งเศส หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ชาวเวียดนามวัยกว่า 80 ปี
งานภาวนาครั้งนี้ เน้นผู้เข้าร่วมที่เป็นนักธุรกิจหรือผู้บริหารเท่านั้น เพราะเรื่องราวที่พูดเกี่ยวข้องกับการดูแล อำนาจ แต่เมื่อมองไปที่รายละเอียดอย่างลึกซึ้งแล้ว หนูดีพบว่า นี่เป็นเรื่องราวที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ แม้ว่าจะไม่ใช่นักธุรกิจก็ตาม
อำนาจ ในความหมายของหลวงปู่และความหมายของศาสนาพุทธ ก็คือ เรื่องของ พละ 5 หรือ กำลังทั้งห้า ที่ประกอบด้วย อำนาจแห่งศรัทธา อำนาจแห่งความเพียร อำนาจแห่งสติ อำนาจแห่งสมาธิและอำนาจแห่งความเห็นแจ้ง เมื่อเรามีสิ่งเหล่านี้ครบ ก็เท่ากับว่าเรามีพลังและอำนาจ อำนาจเหล่านี้จะไม่ทำให้ใครทุกข์ ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้เรามีความสุขได้อย่างมากและอย่างลึกซึ้ง
เช้าวันแรก เราพูดคุยกันถึงอำนาจที่เป็นพื้นฐานของความสุข คือ มหาปัญญา ฟังดูแล้วยิ่งใหญ่มาก แต่หลวงปู่บอกว่า มหาปัญญาก็แปลได้ง่ายๆ ว่า ความเข้าใจ แต่เราจะเข้าใจเรื่องอะไรกันดี ในเมื่อโลกนี้มีเรื่องให้ทำความเข้าใจมากมาย ท่านบอกว่า เรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจนั้น ก็คือ ความทุกข์ของเราเอง เมื่อทำความเข้าใจถึงก้นบึ้งของความทุกข์ได้ นั่นก็คือ การเกิดขึ้นแล้วของมหาปัญญา
เมื่อหันกลับมามอง มาเข้าใจความทุกข์ว่ามีธรรมชาติอย่างไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร สิ่งมหัศจรรย์สองสิ่งจะเกิดขึ้น สิ่งแรกก็คือ เราจะมีความสุขมากขึ้น เพราะความทุกข์หายไป และสิ่งที่สองก็คือ สามารถอยู่ตรงนั้นได้เพื่อช่วยให้คนอีกคนหนึ่งหายทุกข์ ในสายตาหนูดีแล้ว นี่คือสาระสำคัญของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ คือ การได้ทำให้ทุกข์ของเราเบาบางจนจางหาย กับการช่วยคนอื่นๆให้ทุกข์น้อยลง ถ้าเกิดมาแล้วไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย ได้ทำแค่สิ่งนี้ หนูดีก็ถือว่าเกิดมาคุ้มแล้ว
แต่ความทุกข์มีอยู่ทุกที่ แม้แต่คนที่มีชีวิตสมบูรณ์ที่สุดแล้ว หนูดีคิดว่าความทุกข์มันเป็นของ Built-in หรือ สร้างมาคู่กับความเป็นมนุษย์ Ji Ug Pa Te Dr Jo To Ma Gi Mi Di G Wo เช่น อย่างน้อยเราก็ต้องหิว ง่วง เหนื่อย ปวดเมื่อย ขี้เกียจ เจ็บป่วย คือ ต่อให้เรามีชีวิตสุดยอดเพียงไหน แต่ความทุกข์ก็เหมือนจะรอเราอยู่ที่มุมตึกข้างหน้าเสมอ ในเมื่อหนีไม่ได้ ก็ป่วยการจะหนีค่ะ สู้กันแบบแมนๆ เลยดีกว่า
หนูดีพบสิ่งหนึ่งที่แปลกประหลาดมากหลังจากปฏิบัติธรรมก็คือ พอเราตั้งใจดูความทุกข์แบบเอาจริงเอาจัง ไม่เลี่ยงไม่หลบอีกต่อไป กลับพบว่า ความทุกข์เกิดขึ้นยากมาก ทั้งๆ ที่เมื่อก่อน อะไรนิดอะไรหน่อยก็ทำให้รำคาญไปจนถึงขั้นทุกข์ได้
หนูดีเลยมีทฤษฎีเล็กๆ ส่วนตัวว่า เมื่อเราไม่กลัวความทุกข์ความทุกข์ก็เลยกลัวเราเสียเอง เพราะเมื่อก่อนเราวิ่งหาความสุข เรียนให้ดีก็เพราะอยากมีความสุข แต่พอสอบได้คะแนนต่ำ คราวนี้ทุกข์แบบเต็มๆ หนูดีมาสังเกตตัวเองเมื่อก่อน เหมือนเป็นลูกโป่ง คือ เวลามีความสุขก็เหมือนเป่าลมเข้าไปเต็มที่ ลอยล่องอยู่บนฟ้า เหมือนอยู่เหนือความทุกข์ทั้งหมด แต่พลิกแค่นาทีเดียว เอาวัตถุแห่งความสุขของหนูดีออกไป ก็พร้อมจะพลิกกลับไปอยู่อีกขั้ว คือ ทุกข์มหาศาลได้ทันที
หนูดีนับว่าโชคดีที่เกิดมาเป็นคนพุทธ และเมื่อได้ลองปฏิบัติแบบตั้งใจจริงไม่กี่ปีเท่านั้นเอง โดยเอา หัวใจ ของตัวเองเป็นเครื่องมือทำการทดลอง เฝ้าตามดูความทุกข์และความสุข แล้วก็บอกตัวเองว่า พอเสียทีกับอาการสุขมากทุกข์มาก เพราะตามไม่ทัน เดี๋ยวจะหัวใจวายตายไปเสียก่อน
เมื่อเริ่มมาพิจารณาความทุกข์ของตัวเอง พบว่า จริงๆ แล้วความสุขแอบอยู่ข้างๆ ความทุกข์นั่นเอง ขณะเดียวกัน ความทุกข์ก็แอบอยู่ข้างๆ ความสุขนั่นเอง มันเป็นสองด้านของเหรียญ
เมื่อเรามีความทุกข์ เช่น ความโกรธ พระพุทธเจ้าไม่แนะนำให้เก็บกดอารมณ์นั้นไว้ และไม่แนะนำให้ระเบิดอารมณ์นั้นออกไป ท่านแนะนำให้เราหันไปมองอารมณ์นั้นโดยปราศจากความกลัว ซึ่งหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ แนะนำให้เรา To To Ag Cy Va Ke To To Bp Ug To Pr โอบกอดความโกรธ นั้นไว้ เป็นคำที่เห็นภาพและน่าทำตามที่สุด คือ สมมติว่า ความโกรธเป็นลูกตัวเล็กๆ ที่กำลังร้องไห้จ้า และเราเป็นแม่ที่เต็มไปด้วยความรัก ให้เอาพลังความรักเข้าไปโอบกอดจนความโกรธนั้นหยุด ซึ่งเท่าที่หนูดีลองทำ ได้ผลทุกครั้ง 100%
อีกอำนาจที่พูดถึงคือ อำนาจแห่งความรัก เพราะว่าความรักจะทำให้เราเป็นอิสระอย่างแท้จริง เมื่อมองความโกรธของตัวเองด้วยความรัก ความเมตตา ความโกรธจะจางหาย แต่เมื่อมองคนอื่นที่ทำให้เราโกรธด้วยรักเมตตา ความโกรธที่เรามีต่อเขาก็จะเริ่มจาง
คนเราถ้าไม่ทุกข์ ก็ทำให้คนอื่นทุกข์ไม่ได้ หลวงปู่บอกว่า ใครทำให้เราทุกข์ ให้แค้นใจ แปลว่าคนนั้นเขาทุกข์อยู่ เขาเป็นเหยื่อความทุกข์ของเขา และเราก็เป็นเหยื่อความทุกข์ของเขาเช่นกัน แต่ถ้าเปลี่ยนตัวเองจาก ผู้ถูกกระทำ มาเป็น ผู้เยียวยา เราก็จะพ้นทุกข์ และช่วยคนอื่นให้พ้นทุกข์ได้ด้วยในขณะเดียวกัน
นี่ละค่ะ อำนาจที่แท้จริง ในความหมายของศาสนาพุทธ
ทริคดื่มนมตามนาฬิกาชีวิต
คุณผู้อ่านเคยได้ยินประโยคที่ว่ารักใคร...ให้ดื่มนม กันใช่ไหม กับสโลแกนของทางหน่วยงานภาครัฐเมื่อหลายปีก่อน ที่ต้องการรณรงค์ให้คนไทยหันมาดื่มนม เพราะนมเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และวิตามินที่แสนจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย หาทานได้ง่าย และราคาไม่แพง
แต่หากจะดื่มนมให้ได้ประโยชน์มากขึ้น บางตำราเขานะนำว่า ให้ศึกษาหลักนาฬิกาชีวิต (Biological Clock) เราก็จะพบว่าไม่จำเป็นต้องไปพึ่งปลาทะเลน้ำลึกที่ไหนหรืออาหารสุขภาพแสนแพง เพราะแค่นม จากแม่วัวธรรมดาแต่ถ้าดื่มให้ถูกช่วงเวลาก็สามารถบำรุงอวัยวะต่าง ๆ ได้อย่างดีทีเดียวเลย จึงขอนำสาระดี ๆ เรื่องการดื่มนมตามหลักนาฬิกาชีวิตมาให้ได้อ่านกัน
คอนเซ็ปต์เรื่อง นาฬิกาชีวิต ของการแพทย์ตะวันออก แบ่งการทำงานของร่างกายออกเป็นช่วงเวลา โดยเชื่อว่าถ้าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตมาให้สอดคล้องกับการทำงานของร่างกายในแต่ละช่วงเวลาก็จะทำให้เรามีสุขภาพดี อายุยืนและไร้ซึ่งโรคภัย ซึ่งดู ๆ แล้วก็ดันไปป๊ะกันแหมเข้าคู่กับคอนเซ็ปต์จังหวะวงจรชีวิต (Circadian Rhythm) ของทางตะวันตกเข้าให้ยังกะเป็นแฝดพี่แฝดน้องกันเลยว่าแล้วก็มาทำความรู้จักกับนาฬิกาชีวิต และจังหวะวงจรชีวิต ดูกันซิว่านม แต่ละประเภทนั้นเหมาะกับร่างกายในช่วงเวลาไหนบ้าง
05.00 - 07.00 น. ว่ากันว่าช่วงเช้าแบบนี้เป็นช่วงเวลาของการทำงานของลำไส้ใหญ่ควรหัดขับถ่ายในช่วงเช้าให้เป็นนิสัย การดื่มนมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงานได้ดี รู้อย่างนี้ ตื่นแล้วให้รีบตรงรี่ไปที่ตู้เย็นหานมเปรี้ยว ที่มีจุลินทรีย์มีชีวิตที่เป็นประโยชน์ (Probiotic) มาดื่มกัน
07.00 - 09.00 น. ควรทานอาหารเช้าอย่างเต็มที่เพราะเป็นมื้อแรกหลังจากร่างกายได้พักฟื้นจากการหลับยาวช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของกระเพาะ ร่างกายต้องการพลังงานน่าจะลองเปลี่ยนจากกาแฟ หรือชา มาดื่มนมพาสเจอร์ไรส์รสกาแฟรสช็อกโกแลต หรือมอลต์ที่ให้พลังงานเพื่อสนองต่อความต้องการของกระเพาะน่าจะเข้าท่ากว่า
09.00 - 12.00 น. เป็นช่วงจังหวะของการเรียนและทำงานสมองต้องการถูกกระตุ้นเพื่อให้สามารถใช้ความจำได้เต็มที่ ถ้าเป็นไปได้ลองพักเบรกด้วยโยเกิร์ต ไม่มีไขมัน หรือ โยเกิร์ตไขมันต่ำที่ให้ทั้งกลูโคสและกระตุ้นการทำงานเซลส์สมองช่วยให้ปลอดโปร่งจำและตัดสินใจได้ฉับไว
มาถึงหนุ่มสาวมนุษย์กลางคืนที่เพิ่งมาเริ่มต้นวันเอาช่วงเที่ยงนั้นคงต้องบอกว่าไลฟ์สไตล์ของคุณนั้นทำให้ร่างกายรวนเร Ro To Co Ti Sh To Be To Pr Pa Tr เพราะถ้าเลยมาจนเที่ยงแล้วยังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยล่ะ ก็นั่นแปลว่าน้ำตาลในเลือดกำลังต่ำ เมื่อตื่นขึ้นมาคุณก็จะไม่รู้สึกสดชื่นเท่าที่ควร ทีนี้มาดูกันต่อว่าในช่วงเที่ยงนั้น ร่างกายของเรายังคงเดินหน้าทำอะไรกันบ้าง
12.00 - 15.00 น. ช่วงเที่ยงและบ่ายเป็นช่วงของการทำงานของระบบย่อยอาหารอย่างกระเพาะและลำไส้เล็กกระเพาะจะหลั่งกรดออกมาในช่วงเที่ยงการดื่มนมเปรี้ยวตามหลังอาหารจะช่วยให้ลำไส้เล็กย่อยและดูดซึมสารอาหารดีขึ้น ยิ่งถ้าเป็นนมเปรี้ยวสูตร ไม่มีไขมัน ก็จะช่วยล้างไขมันที่เกาะในลำไส้ให้เราอีกต่างหาก
15.00 - 17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ ควรดื่มน้ำผลไม้เพื่อให้มีการขับปัสสาวะถ้าไม่สามารถหาน้ำผลไม้ได้การดื่มนมเปรี้ยวพร้อมดื่มรสผลไม้ ก็จะช่วยให้กระเพาะปัสสาวะถูกกระตุ้นและได้ขับถ่ายของเสียออกไปจากร่างกายได้เหมือนกัน
17.00 - 21.00 น. หลังเลิกงานเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เยื่อหุ้มหัวใจ ยิ่งสำหรับผู้สูงอายุความดันโลหิตจะต่ำลงการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและความดันให้เหมาะสมช่วงนี้ร่างกายต้องการวิตามินซีและอีสูงแต่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรทานอาหารมื้อหนัก ดังนั้นการเลือกดื่มนมเปรี้ยวที่เสริมวิตามินซีและอีแทนมื้อเย็นอาจจะเป็นทางเลือกที่เป๊ะที่สุดสำหรับผู้รักสุขภาพ
21.00 - 23.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น และยังเป็นช่วงที่ร่างกายจะสามารถรับแคลเซียมได้มากที่สุดดังนั้นการดื่มนมอุ่น ๆ ซักแก้วก่อนเข้านอนจะช่วยทั้งควบคุมอุณหภูมิในร่างกายและทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเพื่อสุขภาพที่ดีควรเลือกนม ไขมันต่ำ และมีแคลเซียมสูงเพียงแค่นำเข้าไมโครเวฟเพียงกิ๊งเดียวในหนึ่งนาทีก็จะได้นมอุ่น ๆ ที่แคลเซียมยังอยู่ครบถ้วยแถมช่วยให้หลับง่ายด้วย
23.00 - 05.00 น. เป็นช่วงเวลาของการปล่อยให้ร่างกายพักผ่อนเพื่อให้ตับหลั่งสารมีราโทนิน (Meratonin) มาฆ่าเชื้อโรคเพื่อขจัดสารพิษให้ร่างกายไม่ให้มีสารตกค้างทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง คนที่นอนดึกอาจจะทำให้ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ทำให้ร่างกายไม่ได้ระบายของเสียออกไป การให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่มในช่วงนี้จะช่วยเตรียมร่างกายให้พร้อมตื่นขึ้นมารับวันใหม่อย่างสดชื่น
ที่กล่าวมาเป็นเพียงหลักการตามนาฬิกาชีวิต เพื่อให้การเลือกดื่มนม และผลิตภัณฑ์นม ตรงตามระบบการทำงานของร่างกายแต่ถ้าคุณผู้อ่านไม่สามารถปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ตรงกับระบบนาฬิกาชีวิตอย่างน้อยการเลือกดื่มนม นมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต ก็เป็นการทำให้ร่างกายได้รับอาหารที่ดี มีคุณภาพ ดีกว่าการเลือดดื่มเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยน้ำตาล แต่งสี เติมกลิ่นที่มีอยู่เต็มท้องตลาดในปัจจุบัน
อย่าลืมนะคะว่า You are what you eat อยากสุขภาพดีต้องเริ่มที่การใส่ใจอาหารและเครื่องดื่มที่เราบริโภคกัน
รู้เด็กออทิสติก แค่เกิดได้ 2 เดือน
นักวิจัยโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยเอมอรี ของสหรัฐฯแจ้งว่า To Ug Lo To Gu Ug G Si Ug Fi Al Mm Ae Sh สามารถจะตรวจรู้เด็กออทิสติกได้หลังจากเกิดมาแค่ 2 เดือนเท่านั้นพวกเขารู้ได้จากการวิเคราะห์การมองดูหน้าคนของทารก นับตั้งแต่ลืมตาจนถึงอายุได้ 3 ขวบ
โดยพบว่า เด็กที่ถูกวินิจฉัยภายหลังว่าเป็นเด็กออทิสติก จะลดการมองสบตาคน ในช่วงระยะ 2-3 เดือนแรกของชีวิต อันเป็นลักษณะเฉพาะของเด็กอาการแบบนี้ เด็กเหล่านี้จะค่อยๆ ลดการสบตากับผู้อื่นให้น้อยลง เริ่มตั้งแต่อายุได้ 2 เดือนเป็นต้นมา
ดร.วอร์เรน โจนส์ หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่าเราเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกที่อาจจะจับวี่แววของโรคออทิสซึม ในช่วงเดือนต้นๆ ชีวิตได้ นับเป็นร่องรอยแรกเริ่มที่สุดเท่าที่เคยพบกัน และเสริมว่าแต่ผู้เป็นพ่อแม่ของเด็กคงจะสังเกตได้ยาก เพราะอาการดังกล่าวจะต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงจึงจะสังเกตได้
แต่หากจะดื่มนมให้ได้ประโยชน์มากขึ้น บางตำราเขานะนำว่า ให้ศึกษาหลักนาฬิกาชีวิต (Biological Clock) เราก็จะพบว่าไม่จำเป็นต้องไปพึ่งปลาทะเลน้ำลึกที่ไหนหรืออาหารสุขภาพแสนแพง เพราะแค่นม จากแม่วัวธรรมดาแต่ถ้าดื่มให้ถูกช่วงเวลาก็สามารถบำรุงอวัยวะต่าง ๆ ได้อย่างดีทีเดียวเลย จึงขอนำสาระดี ๆ เรื่องการดื่มนมตามหลักนาฬิกาชีวิตมาให้ได้อ่านกัน
คอนเซ็ปต์เรื่อง นาฬิกาชีวิต ของการแพทย์ตะวันออก แบ่งการทำงานของร่างกายออกเป็นช่วงเวลา โดยเชื่อว่าถ้าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตมาให้สอดคล้องกับการทำงานของร่างกายในแต่ละช่วงเวลาก็จะทำให้เรามีสุขภาพดี อายุยืนและไร้ซึ่งโรคภัย ซึ่งดู ๆ แล้วก็ดันไปป๊ะกันแหมเข้าคู่กับคอนเซ็ปต์จังหวะวงจรชีวิต (Circadian Rhythm) ของทางตะวันตกเข้าให้ยังกะเป็นแฝดพี่แฝดน้องกันเลยว่าแล้วก็มาทำความรู้จักกับนาฬิกาชีวิต และจังหวะวงจรชีวิต ดูกันซิว่านม แต่ละประเภทนั้นเหมาะกับร่างกายในช่วงเวลาไหนบ้าง
05.00 - 07.00 น. ว่ากันว่าช่วงเช้าแบบนี้เป็นช่วงเวลาของการทำงานของลำไส้ใหญ่ควรหัดขับถ่ายในช่วงเช้าให้เป็นนิสัย การดื่มนมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงานได้ดี รู้อย่างนี้ ตื่นแล้วให้รีบตรงรี่ไปที่ตู้เย็นหานมเปรี้ยว ที่มีจุลินทรีย์มีชีวิตที่เป็นประโยชน์ (Probiotic) มาดื่มกัน
07.00 - 09.00 น. ควรทานอาหารเช้าอย่างเต็มที่เพราะเป็นมื้อแรกหลังจากร่างกายได้พักฟื้นจากการหลับยาวช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของกระเพาะ ร่างกายต้องการพลังงานน่าจะลองเปลี่ยนจากกาแฟ หรือชา มาดื่มนมพาสเจอร์ไรส์รสกาแฟรสช็อกโกแลต หรือมอลต์ที่ให้พลังงานเพื่อสนองต่อความต้องการของกระเพาะน่าจะเข้าท่ากว่า
09.00 - 12.00 น. เป็นช่วงจังหวะของการเรียนและทำงานสมองต้องการถูกกระตุ้นเพื่อให้สามารถใช้ความจำได้เต็มที่ ถ้าเป็นไปได้ลองพักเบรกด้วยโยเกิร์ต ไม่มีไขมัน หรือ โยเกิร์ตไขมันต่ำที่ให้ทั้งกลูโคสและกระตุ้นการทำงานเซลส์สมองช่วยให้ปลอดโปร่งจำและตัดสินใจได้ฉับไว
มาถึงหนุ่มสาวมนุษย์กลางคืนที่เพิ่งมาเริ่มต้นวันเอาช่วงเที่ยงนั้นคงต้องบอกว่าไลฟ์สไตล์ของคุณนั้นทำให้ร่างกายรวนเร Ro To Co Ti Sh To Be To Pr Pa Tr เพราะถ้าเลยมาจนเที่ยงแล้วยังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยล่ะ ก็นั่นแปลว่าน้ำตาลในเลือดกำลังต่ำ เมื่อตื่นขึ้นมาคุณก็จะไม่รู้สึกสดชื่นเท่าที่ควร ทีนี้มาดูกันต่อว่าในช่วงเที่ยงนั้น ร่างกายของเรายังคงเดินหน้าทำอะไรกันบ้าง
12.00 - 15.00 น. ช่วงเที่ยงและบ่ายเป็นช่วงของการทำงานของระบบย่อยอาหารอย่างกระเพาะและลำไส้เล็กกระเพาะจะหลั่งกรดออกมาในช่วงเที่ยงการดื่มนมเปรี้ยวตามหลังอาหารจะช่วยให้ลำไส้เล็กย่อยและดูดซึมสารอาหารดีขึ้น ยิ่งถ้าเป็นนมเปรี้ยวสูตร ไม่มีไขมัน ก็จะช่วยล้างไขมันที่เกาะในลำไส้ให้เราอีกต่างหาก
15.00 - 17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ ควรดื่มน้ำผลไม้เพื่อให้มีการขับปัสสาวะถ้าไม่สามารถหาน้ำผลไม้ได้การดื่มนมเปรี้ยวพร้อมดื่มรสผลไม้ ก็จะช่วยให้กระเพาะปัสสาวะถูกกระตุ้นและได้ขับถ่ายของเสียออกไปจากร่างกายได้เหมือนกัน
17.00 - 21.00 น. หลังเลิกงานเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เยื่อหุ้มหัวใจ ยิ่งสำหรับผู้สูงอายุความดันโลหิตจะต่ำลงการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและความดันให้เหมาะสมช่วงนี้ร่างกายต้องการวิตามินซีและอีสูงแต่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรทานอาหารมื้อหนัก ดังนั้นการเลือกดื่มนมเปรี้ยวที่เสริมวิตามินซีและอีแทนมื้อเย็นอาจจะเป็นทางเลือกที่เป๊ะที่สุดสำหรับผู้รักสุขภาพ
21.00 - 23.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น และยังเป็นช่วงที่ร่างกายจะสามารถรับแคลเซียมได้มากที่สุดดังนั้นการดื่มนมอุ่น ๆ ซักแก้วก่อนเข้านอนจะช่วยทั้งควบคุมอุณหภูมิในร่างกายและทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเพื่อสุขภาพที่ดีควรเลือกนม ไขมันต่ำ และมีแคลเซียมสูงเพียงแค่นำเข้าไมโครเวฟเพียงกิ๊งเดียวในหนึ่งนาทีก็จะได้นมอุ่น ๆ ที่แคลเซียมยังอยู่ครบถ้วยแถมช่วยให้หลับง่ายด้วย
23.00 - 05.00 น. เป็นช่วงเวลาของการปล่อยให้ร่างกายพักผ่อนเพื่อให้ตับหลั่งสารมีราโทนิน (Meratonin) มาฆ่าเชื้อโรคเพื่อขจัดสารพิษให้ร่างกายไม่ให้มีสารตกค้างทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง คนที่นอนดึกอาจจะทำให้ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ทำให้ร่างกายไม่ได้ระบายของเสียออกไป การให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่มในช่วงนี้จะช่วยเตรียมร่างกายให้พร้อมตื่นขึ้นมารับวันใหม่อย่างสดชื่น
ที่กล่าวมาเป็นเพียงหลักการตามนาฬิกาชีวิต เพื่อให้การเลือกดื่มนม และผลิตภัณฑ์นม ตรงตามระบบการทำงานของร่างกายแต่ถ้าคุณผู้อ่านไม่สามารถปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ตรงกับระบบนาฬิกาชีวิตอย่างน้อยการเลือกดื่มนม นมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต ก็เป็นการทำให้ร่างกายได้รับอาหารที่ดี มีคุณภาพ ดีกว่าการเลือดดื่มเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยน้ำตาล แต่งสี เติมกลิ่นที่มีอยู่เต็มท้องตลาดในปัจจุบัน
อย่าลืมนะคะว่า You are what you eat อยากสุขภาพดีต้องเริ่มที่การใส่ใจอาหารและเครื่องดื่มที่เราบริโภคกัน
รู้เด็กออทิสติก แค่เกิดได้ 2 เดือน
นักวิจัยโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยเอมอรี ของสหรัฐฯแจ้งว่า To Ug Lo To Gu Ug G Si Ug Fi Al Mm Ae Sh สามารถจะตรวจรู้เด็กออทิสติกได้หลังจากเกิดมาแค่ 2 เดือนเท่านั้นพวกเขารู้ได้จากการวิเคราะห์การมองดูหน้าคนของทารก นับตั้งแต่ลืมตาจนถึงอายุได้ 3 ขวบ
โดยพบว่า เด็กที่ถูกวินิจฉัยภายหลังว่าเป็นเด็กออทิสติก จะลดการมองสบตาคน ในช่วงระยะ 2-3 เดือนแรกของชีวิต อันเป็นลักษณะเฉพาะของเด็กอาการแบบนี้ เด็กเหล่านี้จะค่อยๆ ลดการสบตากับผู้อื่นให้น้อยลง เริ่มตั้งแต่อายุได้ 2 เดือนเป็นต้นมา
ดร.วอร์เรน โจนส์ หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่าเราเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกที่อาจจะจับวี่แววของโรคออทิสซึม ในช่วงเดือนต้นๆ ชีวิตได้ นับเป็นร่องรอยแรกเริ่มที่สุดเท่าที่เคยพบกัน และเสริมว่าแต่ผู้เป็นพ่อแม่ของเด็กคงจะสังเกตได้ยาก เพราะอาการดังกล่าวจะต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงจึงจะสังเกตได้
เตือนใช้วัสดุไม่ดีผ่าตัดหนุนทรวงอก หวั่นจะทำให้ เต้าแตก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของตะวันตก กำลังห่วงว่า การใช้ซิลิโคนที่ไม่ดีมาเสริมเต้านม เป็นการเสี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดแตกอย่างร้ายแรง
ซิลิโคนที่น่าเป็นห่วงนั้น เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทโพลี อิมแพลนท์ โปรทีสของฝรั่งเศส ทั้งรัฐบาลฝรั่งเศสและสวีเดนได้สั่งห้ามใช้ หลังจากที่แพทย์เชื่อว่าเจลที่เป็นไส้ อาจทำให้บริเวณเต้านมอักเสบขึ้นมาได้ พร้อมกับมีการเสนอให้ศัลยแพทย์ เสริมสวยของอังกฤษทราบด้วย แต่สำนักควบคุมผลิตภัณฑ์การแพทย์และดูแลสุขภาพอังกฤษยังสอบสวนอยู่ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่ามันเป็นอันตราย
โฆษกของสำนักงาน นางซูซาน ลุดเกต กล่าวว่าแพทย์ฝ่ายรักษาไม่ควรจะใช้ผลิตภัณฑ์นี้และควรจะเก็บเอาไว้เสีย ผู้ที่อยากจะผ่าตัดหนุนเต้านม ควรจะสอบถามศัลยแพทย์ดูก่อน เมื่อใดที่เราได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติม เราจะออกคำแนะนำครั้งใหม่ บนเกาะอังกฤษเมื่อปีกลายมีการผ่าตัดหนุนเต้านมเกือบ 8,500 รายด้วยกัน
วิตามินซี เพื่อสุขภาพ
มาทำความรู้จักกับวิตามินซี กับบทบาทสำคัญ ... คุณสมบัติที่โดดเด่นของวิตามินซี ก็คือ ความเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) นั่นเอง โดยประโยชน์หลักๆ Jo Sa So Cb St To Al To Pr To Sa Be Be เมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีเป็นประจำ คือ เพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย ป้องกันการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง บำรุงผิวพรรณหรือชะลอความแก่ ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันหรือเหงือกอักเสบ ในทางกลับกัน หากร่างกายเราขาดวิตามินซี หรือมีปริมาณวิตามินซีน้อยเกินไป อาจส่งผลทำให้เกิดอาหารเหล่านี้ได้
- เป็นหวัดง่าย ภูมิต้านทานโรคและความสามารถในการกำจัดพิษลดลง
- ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น เกิดจุดด่างดำ ฝ้า มีเลือดออกตามไรฟัน
- อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ประสาทสัมผัสด้อยลง
- มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะ ตับ และส่วนอื่นๆ
- ประสิทธิภาพของต่อมหมวกไตลดลง เป็นภูมิแพ้ได้ง่าย
- เป็นโรคโลหิตจาง หรือโรคต่างๆ ง่าย บาดแผลหายยาก หากขาดมากจะเป็นโรค โลหิตเป็นพิษ
- เกิดโรคลักปิดลักเปิด
สำหรับผู้ที่กำลังกลุ้มใจ เพราะไม่รู้ว่าจะหาวิตามินซีมาทานได้จากที่ไหน ... อยากจะบอกว่า ความจริงแล้วแหล่งของวิตามินซี Ka Al Te To Wo Be Ro Un Mu Ma Na Ug เราสามารถหาได้จาก อาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป แต่แหล่งที่มีมาก คือ ผักสดและผลไม้ต่างๆ โดยเทียบง่ายๆ จากประเภทของอาหาร (100 กรัม) และวิตามินซี (มิลลิกรัม)
ดังนี้ มะขามป้อม 276, ฝรั่ง 160, พุทรา 154, มะขามเทศ 133, มะปรางสุก 107, มะละกอสุก 73,แคนตาลูป 33, มะนาว 25 และมะยม 8
อย่างไรก็ตาม พึงตระหนักไว้ว่าวิตามินซี
เป็นวิตามินที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับวิตามินอื่นๆ และร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นได้เอง ดังนั้น ทุกคนจึงควรบริโภควิตามินซี แต่จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องของแต่ละบุคคล
ซิลิโคนที่น่าเป็นห่วงนั้น เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทโพลี อิมแพลนท์ โปรทีสของฝรั่งเศส ทั้งรัฐบาลฝรั่งเศสและสวีเดนได้สั่งห้ามใช้ หลังจากที่แพทย์เชื่อว่าเจลที่เป็นไส้ อาจทำให้บริเวณเต้านมอักเสบขึ้นมาได้ พร้อมกับมีการเสนอให้ศัลยแพทย์ เสริมสวยของอังกฤษทราบด้วย แต่สำนักควบคุมผลิตภัณฑ์การแพทย์และดูแลสุขภาพอังกฤษยังสอบสวนอยู่ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่ามันเป็นอันตราย
โฆษกของสำนักงาน นางซูซาน ลุดเกต กล่าวว่าแพทย์ฝ่ายรักษาไม่ควรจะใช้ผลิตภัณฑ์นี้และควรจะเก็บเอาไว้เสีย ผู้ที่อยากจะผ่าตัดหนุนเต้านม ควรจะสอบถามศัลยแพทย์ดูก่อน เมื่อใดที่เราได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติม เราจะออกคำแนะนำครั้งใหม่ บนเกาะอังกฤษเมื่อปีกลายมีการผ่าตัดหนุนเต้านมเกือบ 8,500 รายด้วยกัน
วิตามินซี เพื่อสุขภาพ
มาทำความรู้จักกับวิตามินซี กับบทบาทสำคัญ ... คุณสมบัติที่โดดเด่นของวิตามินซี ก็คือ ความเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) นั่นเอง โดยประโยชน์หลักๆ Jo Sa So Cb St To Al To Pr To Sa Be Be เมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีเป็นประจำ คือ เพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย ป้องกันการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง บำรุงผิวพรรณหรือชะลอความแก่ ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันหรือเหงือกอักเสบ ในทางกลับกัน หากร่างกายเราขาดวิตามินซี หรือมีปริมาณวิตามินซีน้อยเกินไป อาจส่งผลทำให้เกิดอาหารเหล่านี้ได้
- เป็นหวัดง่าย ภูมิต้านทานโรคและความสามารถในการกำจัดพิษลดลง
- ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น เกิดจุดด่างดำ ฝ้า มีเลือดออกตามไรฟัน
- อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ประสาทสัมผัสด้อยลง
- มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะ ตับ และส่วนอื่นๆ
- ประสิทธิภาพของต่อมหมวกไตลดลง เป็นภูมิแพ้ได้ง่าย
- เป็นโรคโลหิตจาง หรือโรคต่างๆ ง่าย บาดแผลหายยาก หากขาดมากจะเป็นโรค โลหิตเป็นพิษ
- เกิดโรคลักปิดลักเปิด
สำหรับผู้ที่กำลังกลุ้มใจ เพราะไม่รู้ว่าจะหาวิตามินซีมาทานได้จากที่ไหน ... อยากจะบอกว่า ความจริงแล้วแหล่งของวิตามินซี Ka Al Te To Wo Be Ro Un Mu Ma Na Ug เราสามารถหาได้จาก อาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป แต่แหล่งที่มีมาก คือ ผักสดและผลไม้ต่างๆ โดยเทียบง่ายๆ จากประเภทของอาหาร (100 กรัม) และวิตามินซี (มิลลิกรัม)
ดังนี้ มะขามป้อม 276, ฝรั่ง 160, พุทรา 154, มะขามเทศ 133, มะปรางสุก 107, มะละกอสุก 73,แคนตาลูป 33, มะนาว 25 และมะยม 8
อย่างไรก็ตาม พึงตระหนักไว้ว่าวิตามินซี
เป็นวิตามินที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับวิตามินอื่นๆ และร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นได้เอง ดังนั้น ทุกคนจึงควรบริโภควิตามินซี แต่จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องของแต่ละบุคคล
เผยกรุ๊ปเลือดผู้หญิงมีปัญหาเวลามีครอบครัว เลือดหมู่มีลูกยาก
นักวิจัยอเมริกันเปิดเผยว่า ผู้หญิงที่มีเลือดกรุ๊ป O อันเป็นกรุ๊ปที่มีกันมากที่สุด อาจจะมีลูกยากมากกว่าเพื่อนถึง 2 เท่า
นักวิจัยมหาวิทยาลัยเยลกล่าวว่า สตรีที่มีเลือดกลุ่มนี้จะเสี่ยงกับการขาดไข่ที่สมบูรณ์ มาก ซึ่งจะเป็นปัญหาในการปฏิสนธิ เมื่อมีอายุมากขึ้น เพราะเจ้าของเลือดกรุ๊ปนี้จะมีไข่สำรองอยู่ในตัวน้อยกว่าผู้หญิงเลือดกรุ๊ปอื่นเกือบ2 เท่า
ผู้เป็นเพศแม่เมื่อเกิดใหม่ๆ จะมีไข่สำรองอยู่มากจำนวนถึง 2 ล้าน แต่มันจะค่อยลดลงตลอดชีวิต พอแตกเนื้อสาวจะเหลือเพียง 400,000 และเมื่อใดที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป จะเหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้อย
นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ตรวจวัดหาปริมาณสารเคมีอย่างหนึ่งในเลือด หากมีสูงส่อว่ามีไข่สำรองเหลือน้อย ถ้าหากสูงเกิน 10 ขึ้นไป ส่อว่าจะตั้งครรภ์ ยาก Te To Pr Co To Lu Ba Be Je Ug Ha Pr การศึกษายังพบว่าผู้หญิงเลือดกรุ๊ป O ล้วนแต่จะมีสาร นี้สูงระดับ 10 มากกว่าเพื่อนถึง 2 เท่า สตรีคนใดที่วัดได้สูงกว่า 20 เชื่อได้ว่าเป็นหมัน ดังนั้น สตรีคนไหนถ้าคิดจะมีครอบครัวเมื่อใด ควรจะคำนึงถึงกรุ๊ปเลือดของตนด้วย.
ประสบความสำเร็จยืดอายุพยาธิขึ้นได้ 7.2 เท่า เทียบเท่าอายุคน 450 ปี
ศาสตราจารย์วิชาโรควัยชรา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียของอเมริกา เปิดเผยว่า หัวใจของการรักษาสุขภาพ พลังงานและอายุยืน ทำได้ง่ายๆเพียงแต่ ลดอาหารพวกแป้งและน้ำตาลให้น้อยลงเท่านั้น
ศาสตราจารย์ซินเทีย เคนยอน ผู้มี ชื่อเสียงจากการค้นพบว่าอาหารพวกแป้งและน้ำตาลแสลงกับยีนซึ่งควบคุมความหนุ่มสาวและอายุยืนสองตัว
อาจารย์ซึ่งเชื่อกันว่าจะต้องคว้ารางวัลโนเบลจากการศึกษาวิจัยเรื่องการเปลี่ยนตามวัยสักวันหนึ่ง ได้ประสบความสำเร็จในการศึกษาพยาธิตัวกลม ซึ่งอาศัยอยู่ใน ดินชนิดหนึ่ง โดยการปรับแต่งยีนบางตัวของมัน ทำให้มันมีอายุยาวมากกว่าเดิม 6 เท่าตัว
อาจารย์สตรีได้เล่าเมื่อต้นเดือนนี้ว่า เรายังได้รู้ว่าจะทำให้มันคงหนุ่มสาวได้ตลอดเวลาอย่างไร และเชื่อว่ามันกุมกุญแจรหัสของความแก่ชราของมนุษย์ พยาธิชนิดนี้พอเกิน 18 วัน มันก็จะอ่อนปวกเปียก อืดอาด เหี่ยวย่น และอีก 2 วันต่อมาก็ตาย
ดร.ซินเทียได้พบว่าเพียงแค่ทำให้ยีนตัวหนึ่งของมันเฉื่อยลง Al Al Kl Si To To Pr Wo Ko Mi Te Fi Ec จะทำให้เกิดผลอันน่าทึ่ง แทนที่มันจะตายภายใน 20 วัน พยาธิที่ถูกกลายพันธุ์ชุดแรกเหล่านี้กลับพากันอยู่มาได้ 30 วัน และอยู่มาจนถึง 60 วันในที่สุด โดยพยายามค้นว่าเพียงแค่การลดแคลอรี จึงทำให้เกิดผลอย่างน่าอัศจรรย์ขึ้นได้อย่างไร
เมื่อใช้เทคนิคที่ซับซ้อนกับยีนของมันในภายหลัง บัดนี้สามารถทำให้มันอยู่ได้นานอย่างน่าประหลาดถึง 144 วัน ถ้าเทียบตามสัดส่วนของมนุษย์ ก็เท่ากับมีชีวิตอยู่ได้ถึง 450 ปี
วิธีที่ทำให้พยาธิอายุยืนยาว ได้มีการนำไปใช้ทำกันกับสัตว์อื่น เช่น หนู และลิง ในห้องปฏิบัติตามชาติ ต่างๆทั่วโลก โดยประสบความสำเร็จเช่นกัน และก็มีวี่แววว่าอาจจะได้ผลในมนุษย์ด้วย.
นักวิจัยมหาวิทยาลัยเยลกล่าวว่า สตรีที่มีเลือดกลุ่มนี้จะเสี่ยงกับการขาดไข่ที่สมบูรณ์ มาก ซึ่งจะเป็นปัญหาในการปฏิสนธิ เมื่อมีอายุมากขึ้น เพราะเจ้าของเลือดกรุ๊ปนี้จะมีไข่สำรองอยู่ในตัวน้อยกว่าผู้หญิงเลือดกรุ๊ปอื่นเกือบ2 เท่า
ผู้เป็นเพศแม่เมื่อเกิดใหม่ๆ จะมีไข่สำรองอยู่มากจำนวนถึง 2 ล้าน แต่มันจะค่อยลดลงตลอดชีวิต พอแตกเนื้อสาวจะเหลือเพียง 400,000 และเมื่อใดที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป จะเหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้อย
นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ตรวจวัดหาปริมาณสารเคมีอย่างหนึ่งในเลือด หากมีสูงส่อว่ามีไข่สำรองเหลือน้อย ถ้าหากสูงเกิน 10 ขึ้นไป ส่อว่าจะตั้งครรภ์ ยาก Te To Pr Co To Lu Ba Be Je Ug Ha Pr การศึกษายังพบว่าผู้หญิงเลือดกรุ๊ป O ล้วนแต่จะมีสาร นี้สูงระดับ 10 มากกว่าเพื่อนถึง 2 เท่า สตรีคนใดที่วัดได้สูงกว่า 20 เชื่อได้ว่าเป็นหมัน ดังนั้น สตรีคนไหนถ้าคิดจะมีครอบครัวเมื่อใด ควรจะคำนึงถึงกรุ๊ปเลือดของตนด้วย.
ประสบความสำเร็จยืดอายุพยาธิขึ้นได้ 7.2 เท่า เทียบเท่าอายุคน 450 ปี
ศาสตราจารย์วิชาโรควัยชรา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียของอเมริกา เปิดเผยว่า หัวใจของการรักษาสุขภาพ พลังงานและอายุยืน ทำได้ง่ายๆเพียงแต่ ลดอาหารพวกแป้งและน้ำตาลให้น้อยลงเท่านั้น
ศาสตราจารย์ซินเทีย เคนยอน ผู้มี ชื่อเสียงจากการค้นพบว่าอาหารพวกแป้งและน้ำตาลแสลงกับยีนซึ่งควบคุมความหนุ่มสาวและอายุยืนสองตัว
อาจารย์ซึ่งเชื่อกันว่าจะต้องคว้ารางวัลโนเบลจากการศึกษาวิจัยเรื่องการเปลี่ยนตามวัยสักวันหนึ่ง ได้ประสบความสำเร็จในการศึกษาพยาธิตัวกลม ซึ่งอาศัยอยู่ใน ดินชนิดหนึ่ง โดยการปรับแต่งยีนบางตัวของมัน ทำให้มันมีอายุยาวมากกว่าเดิม 6 เท่าตัว
อาจารย์สตรีได้เล่าเมื่อต้นเดือนนี้ว่า เรายังได้รู้ว่าจะทำให้มันคงหนุ่มสาวได้ตลอดเวลาอย่างไร และเชื่อว่ามันกุมกุญแจรหัสของความแก่ชราของมนุษย์ พยาธิชนิดนี้พอเกิน 18 วัน มันก็จะอ่อนปวกเปียก อืดอาด เหี่ยวย่น และอีก 2 วันต่อมาก็ตาย
ดร.ซินเทียได้พบว่าเพียงแค่ทำให้ยีนตัวหนึ่งของมันเฉื่อยลง Al Al Kl Si To To Pr Wo Ko Mi Te Fi Ec จะทำให้เกิดผลอันน่าทึ่ง แทนที่มันจะตายภายใน 20 วัน พยาธิที่ถูกกลายพันธุ์ชุดแรกเหล่านี้กลับพากันอยู่มาได้ 30 วัน และอยู่มาจนถึง 60 วันในที่สุด โดยพยายามค้นว่าเพียงแค่การลดแคลอรี จึงทำให้เกิดผลอย่างน่าอัศจรรย์ขึ้นได้อย่างไร
เมื่อใช้เทคนิคที่ซับซ้อนกับยีนของมันในภายหลัง บัดนี้สามารถทำให้มันอยู่ได้นานอย่างน่าประหลาดถึง 144 วัน ถ้าเทียบตามสัดส่วนของมนุษย์ ก็เท่ากับมีชีวิตอยู่ได้ถึง 450 ปี
วิธีที่ทำให้พยาธิอายุยืนยาว ได้มีการนำไปใช้ทำกันกับสัตว์อื่น เช่น หนู และลิง ในห้องปฏิบัติตามชาติ ต่างๆทั่วโลก โดยประสบความสำเร็จเช่นกัน และก็มีวี่แววว่าอาจจะได้ผลในมนุษย์ด้วย.
เผย 5 เคล็ด(ไม่)ลับ เลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ
ปัจจุบันการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน เช่น บริโภคผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน โดยเลือกผักและผลไม้ที่มีสีต่างๆกัน ทำให้ร่างกายได้รับเส้นใยอาหารแลพไฟโตเคมิคัลที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านออกซิแดนท์ เช่น ไลโคฟีนในมะเขือเทศ แคโรทีนอยด์ในแครอท และคลอโรฟิลด์ในผักใบเขียว สารออกซิแดนท์เป็นสาเหตุของการแก่ก่อนวัยและการเกิดโรคภัยต่างๆ ความนิยมบริโภคถั่วเหลือง แหล่งโปรตีนจากพืชซึ่งปลอดภัยมากกว่าโปรตีนจากสัตว์ และการบริโภคน้ำมันพืชมีกรดไขมันจำเป็น พบมากในน้ำมันมะกอก รำข้าว ทานตะวัน และน้ำมันงา โดยเฉพาะการได้รับวิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ปัจจุบันน้ำมันพืชเข้ามามีบทบาทต่อผู้รักสุขภาพอย่างขาดไม่ได้
เคล็ดไม่ลับ 5 วิธีการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ
การรู้จักเลือกรับประทานอาหารไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องสุขภาพเท่านั้น หากยังเอื้อต่อความสวยความงามอีกด้วย ความจริงการเลือกอาหารให้เหมาะสมตามช่วงวัยก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สุขภาพดีได้ เพราะในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันในด้านพัฒนาการของร่างกายและลักษณะการดำเนินชีวิต วันนี้จึงขอเสนอเรื่องราวของอาหารที่เกี่ยวข้องกับช่วงอายุทั้ง 4 ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดที่คุณจะลองทำตาม
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 2 ช่วงอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปเป็นช่วงที่ร่างกายมีการพัฒนาและเติบโตเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การทำงาน และเป็นวัยที่ใช้ชีวิตอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งมีการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งเผาผลาญและใช้พลังงานมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยเลือกรับประทานจำพวกเนื้อสัตว์และถั่วต่างๆ รวมถึงข้าวและแป้งมากเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยผักผลไม้เป็นอันดับสอง ส่วนนมและอาหารทดแทนแคลเซียมต่างๆ เช่น เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม ตามมาเป็นอันดับสาม และให้ความสำคัญของไขมันเป็นอันดับสุดท้าย ปลาเป็นอาหารสมองที่ช่วยรักษาผนังเซลล์ประสาทในสมองให้แข็งแรง ไม่หลงลืมอะไรง่ายๆ ผักสีเขียวอย่างผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ช่วยบำรุงสายตา สร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ผักผลไม้สีเหลืองอย่างกล้วยหอมก็ถือเป็นผลไม้คลายเครียดชนิดหนึ่ง
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 อายุขึ้นเลข 3 หลายคนเริ่มตกใจกลัว แต่การรู้จักเลือกรับประทานจะทำให้ผู้อื่นไม่สามารถเดาอายุคุณจากรูปร่างหน้าตาได้เลย ในช่วงเริ่มวัยผู้ใหญ่ความต้องการพลังงานยังคงอยู่ เพราะเป็นช่วงชีวิตของการทำงาน แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของไขมันและโคเลสเตอรอลที่จะส่งผลกระทบกับรูปร่างหน้าตาภายนอกที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายในอนาคตด้วย เพราะการรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือโคเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น เนยแข็ง กะทิ เนยเทียม เป็นต้น จะสร้างปัญหาให้หลอดเลือดและหัวใจ แต่คุณสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดไขมันและโคเลสเตอรอล เช่น ปลาทะเล ช่วยลดความดันโลหิต พวกถั่วเมล็ดแห้งอย่างถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ และมีโปรตีนสูงเพื่อให้พลังงานแทนสัตว์ใหญ่ได้อีก อาหารจำพวกข้าว ธัญพืชไม่ขัดสี อย่างข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท มีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มท้องนานและส่งผลดีต่อระบบลำไส้
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4 วัยทองถูกเรียกแทนวัย 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากสภาพร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้หญิง ส่วนผู้ชายวัยนี้ก็จะเริ่มมีโรคต่างๆที่ไม่เคยออกอาการ Sh Na Ha Be Do Ku To St Ac Tr Na ซึ่งเรียกกันว่าเป็นวิถีทางธรรมชาติ แต่ทั้งนี้การชะลอวัยหรือป้องกันโรคต่างๆที่มากับวัยไม่ได้ยุ่งยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ สำหรับช่วงวัยนี้ความต้องการพลังงานจะลดลง แต่ความต้องการแคลเซียมและวิตามินต่างๆเพิ่มขึ้น ซึ่งจะได้รับจากผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง แล้วยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซีจากอาหารที่หารับประทานได้ง่าย เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ แคนตาลูป ส่วนอาหารที่มีวิตามินอี ได้แก่ น้ำมันพืช เนยถั่ว ถั่วลิสง อัลมอนด์ นอกจากนี้ควรรับประทานเต้าหู้ โปรตีนไขมันต่ำ ซึ่งให้แคลเซียมมากกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่น แต่ไม่ควรลืมหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นตัวเร่งความแก่ให้เร็วขึ้น เช่น อาหารไขมันสูงประเภททอดกรอบหรือผัดน้ำมันมากๆ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มกาเฟอีนทั้งหลาย
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5 การก้าวเข้าสู่ช่วงวัย 50 เป็นต้นไปนั้นไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวัยนี้คุณควรเข้าใจการทำงานของร่างกายที่มีประสิทธิภาพลดลง โดยเฉพาะระบบการย่อยการดูดซึมอาหาร ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่าง ช่วงนี้คุณอาจไม่รู้สึกกระหายน้ำเท่าไหร่ แต่ควรดื่มน้ำให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลงและพยายามเลือกชนิดไม่ขัดสี เน้นอาหารจำพวกปลาเพื่อไม่ให้ขาดโปรตีน ที่สำคัญคือเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย
วัยนี้จะพบปัญหากระดูกเปราะ กระดูกพรุนอย่างชัดเจน ดังนั้น ควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ อาหารแคลเซียมสูงอยู่ในนม โยเกิร์ตชนิดครีม เนยแข็ง หรือแม้แต่ปลาตัวเล็กตัวน้อย พวกผักใบเขียวก็มี เช่น คะน้า กวางตุ้ง และบรอกโคลี จะช่วยลดปัญหาเรื่องกระดูกให้รุนแรงน้อยลง การแก้ไขภาวะขาดน้ำอาจให้ดื่มน้ำสมุนไพร เช่น กระเจี๊ยบ เก๊กฮวย น้ำใบเตย นอกเหนือจากน้ำเปล่า เพราะช่วยบรรเทาโรคบางอย่างและให้ประโยชน์กว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน
สิ่งสำคัญไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยใดควรดูแลเรื่องการกินอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือไม่ก็ตาม เพราะคนส่วนใหญ่มักจะดูแลตัวเองเมื่อพบว่าตัวเองมีโรคหรือมีปัญหาสุขภาพแล้วเท่านั้น นอกจากนี้การเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวระหว่างวันให้มาก ทำบ่อยๆจนติดเป็นนิสัย จะช่วยให้สุขภาพดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ด้านระบบการไหลเวียนเลือด ควบคุมน้ำหนักตัว และลดความเครียดของร่างกายได้
ข้าวโพด
อย่าลืมกินข้าวโพดต้มไห้มากมากเป็นประจำนะครับ
ข้าวโพดสุกต้านมะเร็ง การแทะข้าวโพดหวานต้านโรคมะเร็งมีสารตัวล้างพิษมากกว่าผักผลไม้ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐฯ รายงานในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกาว่าข้าวโพดหวานที่ปรุงสุกแล้วจะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นได้อย่างเด่นชัด Ug Ma Pr To Te Pa Be Ac So To Ac Al G Wo เขาเผยว่าผิดกับที่เคยเชื่อกันมาก่อน ว่าผักและผลไม้หากต้มปรุงสุกแล้วจะเสียคุณค่าทางอาหารลงไป สู้กินดิบๆ ไม่ได้ แต่ข้าวโพดหวานยังคงสามารถเก็บพลังเป็นตัวล้างพิษคงไว้ได้ แม้ว่าจะเสียวิตามินซีไป เขาได้พบในการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส ในเวลานานต่ างกัน 10, 25 และ 50 นาที พบว่ายิ่งต้มนานจะทำให้มันมีสารอันเป็นตัวล้างพิษ เพิ่มขึ้นเป็น 22, 44 และ 53 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษช่วยดับพิษของพวกอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอันตรายกับเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอันเนื่องมาจากค วามแก่ชราต่างๆ อย่างเช่นต้อกระจก และโรคสมองเสื่อมอีกด้วย คณะนักวิจัยแจ้งว่าข้าวโพดหวานที่ต้มหรือปิ้งจะปล่อยสารประกอบที่เรียกว่า กรดเฟรุลิก อันเป็นคุณกับร่างกายยิ่งมากขึ้นเมื่อถูกความร้อนสูงขึ้นหรือเวลานานขึ้นกรดเฟรุลิกเป็นพวก พฤกษเคมีซึ่งในผักและผลไม้มีอยู่ไม่มากนัก แต่กลับพบมีอยู่อย่างอุดมในข้าวโพดผสมปนเปรวมอยู่กับอย่างอื่น การทำให้มันสุกจึงช่วยทำให้มันปล่อ ยกรดเฟรุลิ กออกมาได้ม ากขึ้น หากท่านอ่านแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ กรุณาส่งต่อให้กับคน ที่ท่านรักต่อไป...
เคล็ดไม่ลับ 5 วิธีการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพตามช่วงอายุ
การรู้จักเลือกรับประทานอาหารไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องสุขภาพเท่านั้น หากยังเอื้อต่อความสวยความงามอีกด้วย ความจริงการเลือกอาหารให้เหมาะสมตามช่วงวัยก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สุขภาพดีได้ เพราะในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันในด้านพัฒนาการของร่างกายและลักษณะการดำเนินชีวิต วันนี้จึงขอเสนอเรื่องราวของอาหารที่เกี่ยวข้องกับช่วงอายุทั้ง 4 ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดที่คุณจะลองทำตาม
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 2 ช่วงอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปเป็นช่วงที่ร่างกายมีการพัฒนาและเติบโตเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การทำงาน และเป็นวัยที่ใช้ชีวิตอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งมีการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งเผาผลาญและใช้พลังงานมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยเลือกรับประทานจำพวกเนื้อสัตว์และถั่วต่างๆ รวมถึงข้าวและแป้งมากเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยผักผลไม้เป็นอันดับสอง ส่วนนมและอาหารทดแทนแคลเซียมต่างๆ เช่น เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม ตามมาเป็นอันดับสาม และให้ความสำคัญของไขมันเป็นอันดับสุดท้าย ปลาเป็นอาหารสมองที่ช่วยรักษาผนังเซลล์ประสาทในสมองให้แข็งแรง ไม่หลงลืมอะไรง่ายๆ ผักสีเขียวอย่างผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ช่วยบำรุงสายตา สร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ผักผลไม้สีเหลืองอย่างกล้วยหอมก็ถือเป็นผลไม้คลายเครียดชนิดหนึ่ง
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 อายุขึ้นเลข 3 หลายคนเริ่มตกใจกลัว แต่การรู้จักเลือกรับประทานจะทำให้ผู้อื่นไม่สามารถเดาอายุคุณจากรูปร่างหน้าตาได้เลย ในช่วงเริ่มวัยผู้ใหญ่ความต้องการพลังงานยังคงอยู่ เพราะเป็นช่วงชีวิตของการทำงาน แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของไขมันและโคเลสเตอรอลที่จะส่งผลกระทบกับรูปร่างหน้าตาภายนอกที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายในอนาคตด้วย เพราะการรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือโคเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น เนยแข็ง กะทิ เนยเทียม เป็นต้น จะสร้างปัญหาให้หลอดเลือดและหัวใจ แต่คุณสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดไขมันและโคเลสเตอรอล เช่น ปลาทะเล ช่วยลดความดันโลหิต พวกถั่วเมล็ดแห้งอย่างถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ และมีโปรตีนสูงเพื่อให้พลังงานแทนสัตว์ใหญ่ได้อีก อาหารจำพวกข้าว ธัญพืชไม่ขัดสี อย่างข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท มีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มท้องนานและส่งผลดีต่อระบบลำไส้
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4 วัยทองถูกเรียกแทนวัย 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากสภาพร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้หญิง ส่วนผู้ชายวัยนี้ก็จะเริ่มมีโรคต่างๆที่ไม่เคยออกอาการ Sh Na Ha Be Do Ku To St Ac Tr Na ซึ่งเรียกกันว่าเป็นวิถีทางธรรมชาติ แต่ทั้งนี้การชะลอวัยหรือป้องกันโรคต่างๆที่มากับวัยไม่ได้ยุ่งยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ สำหรับช่วงวัยนี้ความต้องการพลังงานจะลดลง แต่ความต้องการแคลเซียมและวิตามินต่างๆเพิ่มขึ้น ซึ่งจะได้รับจากผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง แล้วยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซีจากอาหารที่หารับประทานได้ง่าย เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ แคนตาลูป ส่วนอาหารที่มีวิตามินอี ได้แก่ น้ำมันพืช เนยถั่ว ถั่วลิสง อัลมอนด์ นอกจากนี้ควรรับประทานเต้าหู้ โปรตีนไขมันต่ำ ซึ่งให้แคลเซียมมากกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่น แต่ไม่ควรลืมหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นตัวเร่งความแก่ให้เร็วขึ้น เช่น อาหารไขมันสูงประเภททอดกรอบหรือผัดน้ำมันมากๆ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มกาเฟอีนทั้งหลาย
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5 การก้าวเข้าสู่ช่วงวัย 50 เป็นต้นไปนั้นไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจด้วย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวัยนี้คุณควรเข้าใจการทำงานของร่างกายที่มีประสิทธิภาพลดลง โดยเฉพาะระบบการย่อยการดูดซึมอาหาร ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่าง ช่วงนี้คุณอาจไม่รู้สึกกระหายน้ำเท่าไหร่ แต่ควรดื่มน้ำให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลงและพยายามเลือกชนิดไม่ขัดสี เน้นอาหารจำพวกปลาเพื่อไม่ให้ขาดโปรตีน ที่สำคัญคือเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย
วัยนี้จะพบปัญหากระดูกเปราะ กระดูกพรุนอย่างชัดเจน ดังนั้น ควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ อาหารแคลเซียมสูงอยู่ในนม โยเกิร์ตชนิดครีม เนยแข็ง หรือแม้แต่ปลาตัวเล็กตัวน้อย พวกผักใบเขียวก็มี เช่น คะน้า กวางตุ้ง และบรอกโคลี จะช่วยลดปัญหาเรื่องกระดูกให้รุนแรงน้อยลง การแก้ไขภาวะขาดน้ำอาจให้ดื่มน้ำสมุนไพร เช่น กระเจี๊ยบ เก๊กฮวย น้ำใบเตย นอกเหนือจากน้ำเปล่า เพราะช่วยบรรเทาโรคบางอย่างและให้ประโยชน์กว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน
สิ่งสำคัญไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยใดควรดูแลเรื่องการกินอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือไม่ก็ตาม เพราะคนส่วนใหญ่มักจะดูแลตัวเองเมื่อพบว่าตัวเองมีโรคหรือมีปัญหาสุขภาพแล้วเท่านั้น นอกจากนี้การเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวระหว่างวันให้มาก ทำบ่อยๆจนติดเป็นนิสัย จะช่วยให้สุขภาพดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ด้านระบบการไหลเวียนเลือด ควบคุมน้ำหนักตัว และลดความเครียดของร่างกายได้
ข้าวโพด
อย่าลืมกินข้าวโพดต้มไห้มากมากเป็นประจำนะครับ
ข้าวโพดสุกต้านมะเร็ง การแทะข้าวโพดหวานต้านโรคมะเร็งมีสารตัวล้างพิษมากกว่าผักผลไม้ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐฯ รายงานในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกาว่าข้าวโพดหวานที่ปรุงสุกแล้วจะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นได้อย่างเด่นชัด Ug Ma Pr To Te Pa Be Ac So To Ac Al G Wo เขาเผยว่าผิดกับที่เคยเชื่อกันมาก่อน ว่าผักและผลไม้หากต้มปรุงสุกแล้วจะเสียคุณค่าทางอาหารลงไป สู้กินดิบๆ ไม่ได้ แต่ข้าวโพดหวานยังคงสามารถเก็บพลังเป็นตัวล้างพิษคงไว้ได้ แม้ว่าจะเสียวิตามินซีไป เขาได้พบในการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส ในเวลานานต่ างกัน 10, 25 และ 50 นาที พบว่ายิ่งต้มนานจะทำให้มันมีสารอันเป็นตัวล้างพิษ เพิ่มขึ้นเป็น 22, 44 และ 53 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษช่วยดับพิษของพวกอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอันตรายกับเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอันเนื่องมาจากค วามแก่ชราต่างๆ อย่างเช่นต้อกระจก และโรคสมองเสื่อมอีกด้วย คณะนักวิจัยแจ้งว่าข้าวโพดหวานที่ต้มหรือปิ้งจะปล่อยสารประกอบที่เรียกว่า กรดเฟรุลิก อันเป็นคุณกับร่างกายยิ่งมากขึ้นเมื่อถูกความร้อนสูงขึ้นหรือเวลานานขึ้นกรดเฟรุลิกเป็นพวก พฤกษเคมีซึ่งในผักและผลไม้มีอยู่ไม่มากนัก แต่กลับพบมีอยู่อย่างอุดมในข้าวโพดผสมปนเปรวมอยู่กับอย่างอื่น การทำให้มันสุกจึงช่วยทำให้มันปล่อ ยกรดเฟรุลิ กออกมาได้ม ากขึ้น หากท่านอ่านแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ กรุณาส่งต่อให้กับคน ที่ท่านรักต่อไป...
ผู้ป่วยเบาหวานกับอาการปัสสาวะยาก
นอกจากในระยะแรกที่ผู้ป่วยเบาหวานจะมีอาการปัสสาวะบ่อยแล้ว ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทยังมักจะมีปัญหาการทำงานของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติหรือบกพร่องไปด้วย โดยที่ผู้ป่วยอาจจะมีหรือไม่มีอาการเกี่ยวกับการปัสสาวะลำบาก (bladder dysfunction) ก็ได้
เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว ผู้ป่วยจำเป็นต้องเรียนรู้ และดูแลรักษาตัวเองอย่างมีวินัย โดยเฉพาะอาหารการกิน เพื่อคุมระดับน้ำตาลในเลือด แผลกดทับ รวมทั้งความดัน โลหิต รวมทั้งอาการปัสสาวะลำบาก ซึ่งหากมีอาการ ผิดปกติเหล่านี้ จะต้องรีบปรึกษาแพทย์ อย่าปล่อยไว้ให้เรื้อรังเป็นอันขาด
สำหรับอาการแรกเริ่มที่จะสังเกตได้ คือ ไม่ค่อยรู้สึกปวดปัสสาวะนานๆ จึงจะรู้สึกปวดปัสสาวะครั้งหนึ่ง ต่อมาเมื่ออาการเป็นมากขึ้นอาจจะปัสสาวะเพียงวันละ 1 หรือ 2 ครั้ง อาการจะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ อาการต่อมาจะรู้สึกเบ่งปัสสาวะลำบากต้องใช้แรงเบ่งมากและปัสสาวะออกได้ช้าลง ไม่ค่อยพุ่งตามปกติ สุดท้ายก็อาจจะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีปัสสาวะเล็ดหรือราดออกมาโดยไม่รู้ตัว
การวินิจฉัยแยกโรคที่สำคัญคือต้องแยกอาการเหล่านี้ออกจากอาการที่เกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ต่อมลูกหมากโตในผู้ชาย ภาวะกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงานในผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น
ส่วนการรักษาแล้วแต่อาการของผู้ป่วยแต่ละรายว่าเป็นมากน้อยเพียงใด อาจเริ่มตั้งแต่การฝึกการขับถ่ายปัสสาวะ การใช้ยาบางชนิด แต่ที่สำคัญและมีประโยชน์มากในผู้ป่วยที่มีอาการมากก็คือการหัดสวนปัสสาวะเอง ซึ่งสามารถฝึก ทำเองได้ไม่ยากเมื่อได้รับการฝึกสอนที่ถูกต้อง
สิ่งสำคัญสูงสุดต้องสังเกตอาการผิดปกติในร่างกาย และเรียนรู้ที่จะอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีวินัยและมีความสุข
10 เมนูแนะนำทำทุกวันให้เป็นวันครอบครัว
หากร่างกายคนเรายังต้องการอาหารเพื่อการเจริญเติบโต แน่นอนว่าครอบครัวก็คงต้องการอาหารเหมือนกัน แต่อาจะเรียกว่าเป็นการอาหารทางจิตใจเพื่อที่จะหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวให้ดำเนินไปด้วยความสุข และความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน สำหรับ 10 เมนูที่จะเสิร์ฟในวันนี้ ลองดูสิว่าจะสามารถช่วยลดความขัดแย้ง และเติมความสุขในครอบครัวของคุณได้หรือไม่
1.เมนูรอยยิ้มพิมพ์ใจให้กัน : ครอบครัวที่มีรอยยิ้มให้กัน จะช่วยเพิ่มความรัก ความผูกพัน ความอบอุ่น และมีความสุข เป็นครอบครัวที่น่าอยู่ส่งผลให้เกิดความมั่นคงในครอบครัว ครอบครัวที่อยู่ร่วมกันแล้วยิ้มแย้มแจ่มใส่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้แก่สมาชิก ทำให้มีอารมณ์ดี มีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กจะเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพ สำหรับครอบครัวที่มีเรื่องขัดแย้งกันหรือความไม่เข้าใจกัน รอยยิ้มจะช่วยผ่อนคลายความตรึงเครียด ลดความบาดหมาง และปัญหาต่างๆในครอบครัวให้น้อยลง ดังนั้นต้องอย่าลืมยิ้ม ให้กันทุกวัน
2.เมนูกอดกันได้กอดกันดี : กอดเป็นสัมผัสแห่งความรักที่ถ่ายทอดทุกอารมณ์และความรู้สึก ความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย ซึ่งนักบำบัดจิตวิทยาครอบครัวได้กล่าวไว้ว่า คนเราต้องการกอดวันละ 4 ครั้ง เพื่อการดำรงชีวิต กอดวันละ 8 ครั้งเพื่อการดำเนินชีวิต และกอดวันละ 12 ครั้งเพื่อการเจริญเติบโต ดังนั้นการกอดจึงเป็นการสื่อสารแห่งความรักรูปแบบหนึ่งที่ทุกคนในครอบครัวควรมีให้กัน
3.เมนูคุยกันได้เหมือนคู่ซี้ : สร้างบรรยากาศความไว้วางใจให้เกิดขึ้นภายในบ้าน โดยพ่อแม่ควรเปิดใจเข้าใจธรรมชาติของลูก รับฟังให้มาก พูดจาดี มีน้ำเสียงรื่นหู ลดการออกคำสั่ง Sa Ag St Pr To To Ma Fi Be To To Fi Ug ให้ลูกมีเวลาส่วนตัวบ้าง วางตัวให้น่าเคารพ จะได้รับความไว้วางใจจากลูก พูดคุยได้ทุกเรื่องเหมือนเพื่อนสนิทไม่มีความลับต่อกัน
4.เมนูดูทีวีด้วยกันบ่อยๆ : การดูทีวีเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สมาชิกทุกช่วงวัยในครอบครัวใช้เวลาร่วมกันได้การดูทีวีร่วมกันของครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกระบวนการเรียนรู้สื่อโทรทัศน์ที่หลากหลาย หากพ่อแม่เอาใจใส่เวลาการดูทีวีของลูกอย่างใกล้ชิดก็จะสามารถใช้ทีวีเป็นสื่อที่มีคุณประโยชน์สำหรับเด็กๆได้
5.เมนูคอยให้กำลังใจ : สิ่งที่ครอบครัวควรมีเสมอไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักหนาแค่ไหน นั้นคือการให้กำลังใจซึ่งกันและกันและทุกคนรู้ว่ามีกำลังใจรออยู่ที่บ้านเสมอ การกล่าวคำชื่นชมซึ่งกันและกันเป็นการสร้างกำลังใจอย่างหนึ่งที่สำคัญ รวมทั้ง 2 คำสำคัญต้องมีเสมอ นั้นคือคำว่าขอบคุณ และขอโทษ นั่นเอง
6. เมนูอยู่เคียงข้างไม่หนีหาย :ครอบครัวเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุด ในการแก้ปัญหาทุกเรื่องโดยเฉพาะปัญหาหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกภายในครอบครัว เพราะคำว่าครอบครัวนั้นหมายความว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียวครอบครัวเป็นเหมือนเกาะป้องกันความทุกข์ยาก ความเจ็บปวดสำหรับสมาชิกทุกคน ครอบครัวต้องเป็นแหล่งหรือสถานที่ที่จะอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือให้เราฝ่าฟันความทุกข์ ปัญหาความยากลำบาก และอุปสรรคนานาประการไปได้
7. เมนูบอกรักไม่เว้นวาย : การแสดงถึงความรักในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ อย่าลำบากใจที่จะพูดคำที่แสดงความรู้สึก เช่น รัก คิดถึง กับสมาชิกในครอบครัว เพราะคำพูดเหล่านี้เป็นสิ่งที่สมาชิกในครอบครัวอยากได้ยิน และเป็นคำที่สร้างความสุขให้เกิดขึ้นในครอบครัวโดยเฉพาะคำว่าคิดถึงการบอกรัก รวมทั้งการถามถึงสารทุกข์สุขดิบ การแสดงความเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่พ่อแม่ต้องทำให้ลูกเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ลูกต้องสื่อสารให้พ่อแม่ชื่นใจด้วย บอกรักกันยิ่งบ่อยยิ่งดี จะช่วยสร้างความรักความเข้าใจและลดความขัดแย้งในครอบครัวได้
8.เมนูสะพายกระเป๋าไปเที่ยวกัน : การท่องเที่ยวเป็นกาใช้เวลาร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวที่จะช่วยเติมพลังให้กับร่างกายและจิตใจ กระชับความสัมพันธ์ให้คนในครอบครัวได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้นได้เรียนรู้และปรับตัวต่อสิ่งใหม่ๆร่วมกัน
9.เมนูกินข้าวพร้อมหน้ากันทุกวัน : การกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว เป็นเวลาแห่งความสุขของครอบครัว เพราะสมาชิกในครอบครัวจะได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้เรื่องราวต่างๆทำให้ความผูกผันและความสนิทสนมในครอบครัวมีเพิ่มมากขึ้นที่แต่ละครอบครัวควรกำหนด หรือตกลงกันไว้เลยว่า วันหนึ่งควรมีการกินข้าวร่วมกันอย่างน้อย 1 มื้อ
และ 10.เมนูชวนกันไปออกกำลังกาย : การออกกำลังกายร่วมกันของคนในครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างน้อยสัปดาห์ 1-2 ครั้งหรือมากกว่า Wo Al To Th Co Ge Me Ug Pr Cb To To เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยประสานความสัมพันธ์ในการสร้างเสริมสายใยเห็นใจและความเข้าใจที่จะนำไปสู่ความอบอุ่นใจ ตลอดจนสุขภาพแข็งแรง และจิตใจที่ดีแก่ทุกคนในครอบครัว เป็นภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บให้กับตัวเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ
10 เมนูที่ทุกคนในครอบครัวสามารถปฏิบัติตามได้ง่ายๆ ลองนำไปทำตามแล้วคุณจะรู้ว่าความสุขในครอบครัวคือสิ่งที่ทุกคนสามารถมอบให้กันและกันได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการป้องกันและลดความขัดแย้งระหว่างสมาชิกได้ด้วย หรือหากใครที่กำลังมีปัญหาอาจจะลองทำตามที่กล่าวไว้ข้างต้นบางครั้งการแก้ปัญหาในครอบครัวอาจจะเป็นเรื่องที่เล็กเท่าปลายเข็มไปเลยก็ได้ เพียงแค่เราอาจจะต้องมีการปรับมุมมองหรือเปลี่ยนทัศนคติดูบ้างเท่านั้น เพราะเรื่องในครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอาชนะกัน แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องสร้างความเข้าใจ ความอบอุ่น ครอบครัวจึงจะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น
เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว ผู้ป่วยจำเป็นต้องเรียนรู้ และดูแลรักษาตัวเองอย่างมีวินัย โดยเฉพาะอาหารการกิน เพื่อคุมระดับน้ำตาลในเลือด แผลกดทับ รวมทั้งความดัน โลหิต รวมทั้งอาการปัสสาวะลำบาก ซึ่งหากมีอาการ ผิดปกติเหล่านี้ จะต้องรีบปรึกษาแพทย์ อย่าปล่อยไว้ให้เรื้อรังเป็นอันขาด
สำหรับอาการแรกเริ่มที่จะสังเกตได้ คือ ไม่ค่อยรู้สึกปวดปัสสาวะนานๆ จึงจะรู้สึกปวดปัสสาวะครั้งหนึ่ง ต่อมาเมื่ออาการเป็นมากขึ้นอาจจะปัสสาวะเพียงวันละ 1 หรือ 2 ครั้ง อาการจะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ อาการต่อมาจะรู้สึกเบ่งปัสสาวะลำบากต้องใช้แรงเบ่งมากและปัสสาวะออกได้ช้าลง ไม่ค่อยพุ่งตามปกติ สุดท้ายก็อาจจะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีปัสสาวะเล็ดหรือราดออกมาโดยไม่รู้ตัว
การวินิจฉัยแยกโรคที่สำคัญคือต้องแยกอาการเหล่านี้ออกจากอาการที่เกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ต่อมลูกหมากโตในผู้ชาย ภาวะกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงานในผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น
ส่วนการรักษาแล้วแต่อาการของผู้ป่วยแต่ละรายว่าเป็นมากน้อยเพียงใด อาจเริ่มตั้งแต่การฝึกการขับถ่ายปัสสาวะ การใช้ยาบางชนิด แต่ที่สำคัญและมีประโยชน์มากในผู้ป่วยที่มีอาการมากก็คือการหัดสวนปัสสาวะเอง ซึ่งสามารถฝึก ทำเองได้ไม่ยากเมื่อได้รับการฝึกสอนที่ถูกต้อง
สิ่งสำคัญสูงสุดต้องสังเกตอาการผิดปกติในร่างกาย และเรียนรู้ที่จะอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีวินัยและมีความสุข
10 เมนูแนะนำทำทุกวันให้เป็นวันครอบครัว
หากร่างกายคนเรายังต้องการอาหารเพื่อการเจริญเติบโต แน่นอนว่าครอบครัวก็คงต้องการอาหารเหมือนกัน แต่อาจะเรียกว่าเป็นการอาหารทางจิตใจเพื่อที่จะหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวให้ดำเนินไปด้วยความสุข และความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน สำหรับ 10 เมนูที่จะเสิร์ฟในวันนี้ ลองดูสิว่าจะสามารถช่วยลดความขัดแย้ง และเติมความสุขในครอบครัวของคุณได้หรือไม่
1.เมนูรอยยิ้มพิมพ์ใจให้กัน : ครอบครัวที่มีรอยยิ้มให้กัน จะช่วยเพิ่มความรัก ความผูกพัน ความอบอุ่น และมีความสุข เป็นครอบครัวที่น่าอยู่ส่งผลให้เกิดความมั่นคงในครอบครัว ครอบครัวที่อยู่ร่วมกันแล้วยิ้มแย้มแจ่มใส่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้แก่สมาชิก ทำให้มีอารมณ์ดี มีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กจะเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพ สำหรับครอบครัวที่มีเรื่องขัดแย้งกันหรือความไม่เข้าใจกัน รอยยิ้มจะช่วยผ่อนคลายความตรึงเครียด ลดความบาดหมาง และปัญหาต่างๆในครอบครัวให้น้อยลง ดังนั้นต้องอย่าลืมยิ้ม ให้กันทุกวัน
2.เมนูกอดกันได้กอดกันดี : กอดเป็นสัมผัสแห่งความรักที่ถ่ายทอดทุกอารมณ์และความรู้สึก ความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย ซึ่งนักบำบัดจิตวิทยาครอบครัวได้กล่าวไว้ว่า คนเราต้องการกอดวันละ 4 ครั้ง เพื่อการดำรงชีวิต กอดวันละ 8 ครั้งเพื่อการดำเนินชีวิต และกอดวันละ 12 ครั้งเพื่อการเจริญเติบโต ดังนั้นการกอดจึงเป็นการสื่อสารแห่งความรักรูปแบบหนึ่งที่ทุกคนในครอบครัวควรมีให้กัน
3.เมนูคุยกันได้เหมือนคู่ซี้ : สร้างบรรยากาศความไว้วางใจให้เกิดขึ้นภายในบ้าน โดยพ่อแม่ควรเปิดใจเข้าใจธรรมชาติของลูก รับฟังให้มาก พูดจาดี มีน้ำเสียงรื่นหู ลดการออกคำสั่ง Sa Ag St Pr To To Ma Fi Be To To Fi Ug ให้ลูกมีเวลาส่วนตัวบ้าง วางตัวให้น่าเคารพ จะได้รับความไว้วางใจจากลูก พูดคุยได้ทุกเรื่องเหมือนเพื่อนสนิทไม่มีความลับต่อกัน
4.เมนูดูทีวีด้วยกันบ่อยๆ : การดูทีวีเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สมาชิกทุกช่วงวัยในครอบครัวใช้เวลาร่วมกันได้การดูทีวีร่วมกันของครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกระบวนการเรียนรู้สื่อโทรทัศน์ที่หลากหลาย หากพ่อแม่เอาใจใส่เวลาการดูทีวีของลูกอย่างใกล้ชิดก็จะสามารถใช้ทีวีเป็นสื่อที่มีคุณประโยชน์สำหรับเด็กๆได้
5.เมนูคอยให้กำลังใจ : สิ่งที่ครอบครัวควรมีเสมอไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักหนาแค่ไหน นั้นคือการให้กำลังใจซึ่งกันและกันและทุกคนรู้ว่ามีกำลังใจรออยู่ที่บ้านเสมอ การกล่าวคำชื่นชมซึ่งกันและกันเป็นการสร้างกำลังใจอย่างหนึ่งที่สำคัญ รวมทั้ง 2 คำสำคัญต้องมีเสมอ นั้นคือคำว่าขอบคุณ และขอโทษ นั่นเอง
6. เมนูอยู่เคียงข้างไม่หนีหาย :ครอบครัวเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุด ในการแก้ปัญหาทุกเรื่องโดยเฉพาะปัญหาหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกภายในครอบครัว เพราะคำว่าครอบครัวนั้นหมายความว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียวครอบครัวเป็นเหมือนเกาะป้องกันความทุกข์ยาก ความเจ็บปวดสำหรับสมาชิกทุกคน ครอบครัวต้องเป็นแหล่งหรือสถานที่ที่จะอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือให้เราฝ่าฟันความทุกข์ ปัญหาความยากลำบาก และอุปสรรคนานาประการไปได้
7. เมนูบอกรักไม่เว้นวาย : การแสดงถึงความรักในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ อย่าลำบากใจที่จะพูดคำที่แสดงความรู้สึก เช่น รัก คิดถึง กับสมาชิกในครอบครัว เพราะคำพูดเหล่านี้เป็นสิ่งที่สมาชิกในครอบครัวอยากได้ยิน และเป็นคำที่สร้างความสุขให้เกิดขึ้นในครอบครัวโดยเฉพาะคำว่าคิดถึงการบอกรัก รวมทั้งการถามถึงสารทุกข์สุขดิบ การแสดงความเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่พ่อแม่ต้องทำให้ลูกเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ลูกต้องสื่อสารให้พ่อแม่ชื่นใจด้วย บอกรักกันยิ่งบ่อยยิ่งดี จะช่วยสร้างความรักความเข้าใจและลดความขัดแย้งในครอบครัวได้
8.เมนูสะพายกระเป๋าไปเที่ยวกัน : การท่องเที่ยวเป็นกาใช้เวลาร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวที่จะช่วยเติมพลังให้กับร่างกายและจิตใจ กระชับความสัมพันธ์ให้คนในครอบครัวได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้นได้เรียนรู้และปรับตัวต่อสิ่งใหม่ๆร่วมกัน
9.เมนูกินข้าวพร้อมหน้ากันทุกวัน : การกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว เป็นเวลาแห่งความสุขของครอบครัว เพราะสมาชิกในครอบครัวจะได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้เรื่องราวต่างๆทำให้ความผูกผันและความสนิทสนมในครอบครัวมีเพิ่มมากขึ้นที่แต่ละครอบครัวควรกำหนด หรือตกลงกันไว้เลยว่า วันหนึ่งควรมีการกินข้าวร่วมกันอย่างน้อย 1 มื้อ
และ 10.เมนูชวนกันไปออกกำลังกาย : การออกกำลังกายร่วมกันของคนในครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างน้อยสัปดาห์ 1-2 ครั้งหรือมากกว่า Wo Al To Th Co Ge Me Ug Pr Cb To To เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยประสานความสัมพันธ์ในการสร้างเสริมสายใยเห็นใจและความเข้าใจที่จะนำไปสู่ความอบอุ่นใจ ตลอดจนสุขภาพแข็งแรง และจิตใจที่ดีแก่ทุกคนในครอบครัว เป็นภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บให้กับตัวเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ
10 เมนูที่ทุกคนในครอบครัวสามารถปฏิบัติตามได้ง่ายๆ ลองนำไปทำตามแล้วคุณจะรู้ว่าความสุขในครอบครัวคือสิ่งที่ทุกคนสามารถมอบให้กันและกันได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการป้องกันและลดความขัดแย้งระหว่างสมาชิกได้ด้วย หรือหากใครที่กำลังมีปัญหาอาจจะลองทำตามที่กล่าวไว้ข้างต้นบางครั้งการแก้ปัญหาในครอบครัวอาจจะเป็นเรื่องที่เล็กเท่าปลายเข็มไปเลยก็ได้ เพียงแค่เราอาจจะต้องมีการปรับมุมมองหรือเปลี่ยนทัศนคติดูบ้างเท่านั้น เพราะเรื่องในครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอาชนะกัน แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องสร้างความเข้าใจ ความอบอุ่น ครอบครัวจึงจะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น
ผักตระกูลหัวหอม มีประโยชน์กว่าที่คิด
หลายคนมักไม่พิศวาสรสชาติของผักตระกูลหัวหอมนัก แต่รู้ไว้เถิด หัวหอมมีประโยชน์มากกว่าที่คิด
ประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือด
มีหลักฐานว่ามีสารประกอบกำมะถัน ที่พบในหัวหอมนั้น สามารถต่อต้านการจับตัวกันของลิ่มเลือด นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ากำมะถัน สามารถลดระดับของคอเลสเตอรอลในเลือดและไตรกลีเซอไรด์พร้อมทั้งปรับปรุงการทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์ในเซลล์เม็ดเลือดแดงได้เป็นอย่างดี โดยรวมขยายไปถึงการป้องกันโรคหัวใจวาย
ประโยชน์ต่อกระดูกและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
การศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าหัวหอมจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก รวมไปถึงหญิงวัยหมดประจำเดือน ที่ต้องประสบปัญหาการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูก และอาจจะสามารถลดความเสี่ยงของกระดูกสะโพกหัก กำมะถันปริมาณสูงในหัวหอม อาจก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เพราะกำมะถันมีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
ประโยชน์ในการต่อต้านการอักเสบ
พืชผักตระกูลหัวหอม กระเทียม ถือเป็นสิ่งที่ช่วยป้องกันการอักเสบได้ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน สารต้านอนุมูลอิสระในหอมช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของกรดไขมันในร่างกาย
ประโยชน์ในการป้องกันโรคมะเร็ง
หัวหอมสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ ได้ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ , มะเร็งกล่องเสียง และโรคมะเร็งรังไข่ Ta Ug Lo To To La Ra Dr Gu To Ch Pr แม้ว่าจะไม่ชื่นชอบในรสชาติ แต่รู้หรือไม่ว่า เพียงแค่ทานในปริมาณน้อยหรืออาจทานไม่บ่อยนัก ก็สามารถได้รับประโยชน์ในเรื่องของการป้อนกันโรคมะเร็งได้อย่างเต็มที่เหมือนกัน
ประโยชน์ด้านสุขภาพอื่น ๆ
หัวหอมมีศักยภาพในการปรับปรุงความสมดุลของน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งกำมะถันและสารต้านอนุมูลอิสระ ที่พบในหัวหอมจะช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย บางการศึกษาพบว่าหากหัวหอมได้สัมผัสกับไอน้ำเป็นเวลา 10 นาทีจะมีผลต่อคุณค่าทางสารอาหาร ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญในการจัดเก็บและการนำมาปรุงอาหาร
กินถั่ววันละนิดเพื่อสุขภาพ
ผลงานวิจัยใช้เวลากว่า 30 ปี โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ นิวอิงแลนด์ ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 100,000 คน พบว่าผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีโอกาสที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ โรคมะเร็ง หรือการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ ได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่กินถั่ว
จากการศึกษาวิจัยที่มีมาก่อนหน้านี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ถั่วนั้นเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบหัวใจของคนเรา ล่าสุดทีมวิจัยจากจากโรงพยาบาลบริงแฮม แอนด์วีเมน ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ทำการติดตามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 119,000 คน ซึ่งนับเป็นการศึกษาผลกระทบของถั่วต่อการเสียชีวิตที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา โดยผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่กินถั่วเป็นประจำเกือบทุกวันจะมีโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กินราว 20 เปอร์เซ็นต์ และการกินถั่วที่น้อยกว่านั้นก็ส่งผลให้ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตลดน้อยลง ด้วยตามสัดส่วนการบริโภค
นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่กินถั่ว 7 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กินจะมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจลดลง 29 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งลดลง 11 เปอร์เซ็นต์ โดยผลวิจัยพบว่า ข้อดีดังกล่าวพบได้จาก ถั่วลิสง ถั่วพิตาชิโอ อัลมอนด์ วอลนัท รวมถึงถั่วจากพืชยืนต้นอื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยไม่ได้พิจารณาถึงวิธีการปรุงถั่วแต่อย่างใด
ทั้งนี้การศึกษาวิจัยแบบสังเกตการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นการพิสูจน์สาเหตุหรือผลกระทบอย่างชัดเจน แต่บอกได้เพียงความเชื่อมโยงระหว่างการกินถั่วกับการลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตเท่านั้น นอกจากนี้การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอาหารโดยเฉพาะการหาผลกระทบจากอาหารเพียงหนึ่งชนิดนั้นทำได้ยาก
ขณะที่ทีมวิจัยครั้งนี้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถั่วจึงทำให้สุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเป็นผลมาจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวแร่ธาตุหรือสารอาหารอื่นๆ Gi Ac Lo Al To Di To Th Al Ma Co Be Je ที่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลลดลง ลดการอักเสบ รวมทั้งลดปัญหาด้านอื่นๆ อย่างที่ผลการศึกษาก่อนหน้านี้ค้นพบมาแล้ว
ดอกเตอร์โรเบิร์ต เอ็กเคล จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลการวิจัยดังกล่าวว่า ผู้ที่กินถั่วมากอาจกินถั่วไปพร้อมๆ กับการกินสลัดและได้รับผลดีจากการกิจผักใบเขียว ขณะที่ดอกเตอร์ราพห์ แซกโก
นักประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยไมอามี ระบุว่า บางครั้งการที่เรากินถั่วเขาไป อาจส่งผลให้เรากินอย่างอื่นเช่น มันฝรั่งทอด ขนมขบเคี้ยวต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ลดลงก็ได้เช่นกัน
ประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือด
มีหลักฐานว่ามีสารประกอบกำมะถัน ที่พบในหัวหอมนั้น สามารถต่อต้านการจับตัวกันของลิ่มเลือด นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ากำมะถัน สามารถลดระดับของคอเลสเตอรอลในเลือดและไตรกลีเซอไรด์พร้อมทั้งปรับปรุงการทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์ในเซลล์เม็ดเลือดแดงได้เป็นอย่างดี โดยรวมขยายไปถึงการป้องกันโรคหัวใจวาย
ประโยชน์ต่อกระดูกและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
การศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าหัวหอมจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก รวมไปถึงหญิงวัยหมดประจำเดือน ที่ต้องประสบปัญหาการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูก และอาจจะสามารถลดความเสี่ยงของกระดูกสะโพกหัก กำมะถันปริมาณสูงในหัวหอม อาจก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เพราะกำมะถันมีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
ประโยชน์ในการต่อต้านการอักเสบ
พืชผักตระกูลหัวหอม กระเทียม ถือเป็นสิ่งที่ช่วยป้องกันการอักเสบได้ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน สารต้านอนุมูลอิสระในหอมช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของกรดไขมันในร่างกาย
ประโยชน์ในการป้องกันโรคมะเร็ง
หัวหอมสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ ได้ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ , มะเร็งกล่องเสียง และโรคมะเร็งรังไข่ Ta Ug Lo To To La Ra Dr Gu To Ch Pr แม้ว่าจะไม่ชื่นชอบในรสชาติ แต่รู้หรือไม่ว่า เพียงแค่ทานในปริมาณน้อยหรืออาจทานไม่บ่อยนัก ก็สามารถได้รับประโยชน์ในเรื่องของการป้อนกันโรคมะเร็งได้อย่างเต็มที่เหมือนกัน
ประโยชน์ด้านสุขภาพอื่น ๆ
หัวหอมมีศักยภาพในการปรับปรุงความสมดุลของน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งกำมะถันและสารต้านอนุมูลอิสระ ที่พบในหัวหอมจะช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย บางการศึกษาพบว่าหากหัวหอมได้สัมผัสกับไอน้ำเป็นเวลา 10 นาทีจะมีผลต่อคุณค่าทางสารอาหาร ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญในการจัดเก็บและการนำมาปรุงอาหาร
กินถั่ววันละนิดเพื่อสุขภาพ
ผลงานวิจัยใช้เวลากว่า 30 ปี โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ นิวอิงแลนด์ ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 100,000 คน พบว่าผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีโอกาสที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ โรคมะเร็ง หรือการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ ได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่กินถั่ว
จากการศึกษาวิจัยที่มีมาก่อนหน้านี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ถั่วนั้นเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบหัวใจของคนเรา ล่าสุดทีมวิจัยจากจากโรงพยาบาลบริงแฮม แอนด์วีเมน ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ทำการติดตามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 119,000 คน ซึ่งนับเป็นการศึกษาผลกระทบของถั่วต่อการเสียชีวิตที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา โดยผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่กินถั่วเป็นประจำเกือบทุกวันจะมีโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กินราว 20 เปอร์เซ็นต์ และการกินถั่วที่น้อยกว่านั้นก็ส่งผลให้ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตลดน้อยลง ด้วยตามสัดส่วนการบริโภค
นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่กินถั่ว 7 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กินจะมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจลดลง 29 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งลดลง 11 เปอร์เซ็นต์ โดยผลวิจัยพบว่า ข้อดีดังกล่าวพบได้จาก ถั่วลิสง ถั่วพิตาชิโอ อัลมอนด์ วอลนัท รวมถึงถั่วจากพืชยืนต้นอื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยไม่ได้พิจารณาถึงวิธีการปรุงถั่วแต่อย่างใด
ทั้งนี้การศึกษาวิจัยแบบสังเกตการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นการพิสูจน์สาเหตุหรือผลกระทบอย่างชัดเจน แต่บอกได้เพียงความเชื่อมโยงระหว่างการกินถั่วกับการลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตเท่านั้น นอกจากนี้การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอาหารโดยเฉพาะการหาผลกระทบจากอาหารเพียงหนึ่งชนิดนั้นทำได้ยาก
ขณะที่ทีมวิจัยครั้งนี้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถั่วจึงทำให้สุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเป็นผลมาจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวแร่ธาตุหรือสารอาหารอื่นๆ Gi Ac Lo Al To Di To Th Al Ma Co Be Je ที่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลลดลง ลดการอักเสบ รวมทั้งลดปัญหาด้านอื่นๆ อย่างที่ผลการศึกษาก่อนหน้านี้ค้นพบมาแล้ว
ดอกเตอร์โรเบิร์ต เอ็กเคล จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลการวิจัยดังกล่าวว่า ผู้ที่กินถั่วมากอาจกินถั่วไปพร้อมๆ กับการกินสลัดและได้รับผลดีจากการกิจผักใบเขียว ขณะที่ดอกเตอร์ราพห์ แซกโก
นักประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยไมอามี ระบุว่า บางครั้งการที่เรากินถั่วเขาไป อาจส่งผลให้เรากินอย่างอื่นเช่น มันฝรั่งทอด ขนมขบเคี้ยวต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ลดลงก็ได้เช่นกัน
ปัญญาประดิษฐ์ ช่วยพูดอังกฤษปรื้อ
เด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ (learning disability) สามารถพูดภาษาอังกฤษคล่องปรื้อได้เหมือนกัน หากได้ปัญญาประดิษฐ์เข้าช่วย
ตามทฤษฎีวิชาการ เด็กต้องใช้จินตนาการจากภายในบวกกับแรงกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเพื่อต่อยอดสู่การเรียนรู้ และการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน เด็กต้องใช้ทุกวิชาความรู้มาบูรณาการรวมกันทำให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งหมด
แต่ในทางปฏิบัติ เด็กหลายคนก็ยังไปโรงเรียนและอยู่ในระบบโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระบบที่ค่อนข้างเก่า และแยกวิชาออกจากกันเพื่อสอนพวกหนูๆ ทำให้พวกเขาไม่รู้จักการผสมผสานในโลกความเป็นจริง
สมองจึงถูกบล็อกไว้ให้รู้เท่าที่ต้องรู้ ไม่ใช่อยากรู้
ฉะนั้น หากจะพัฒนาสมองของเด็กได้ พ่อแม่ต้องออกกำลังกายสมองของพวกเขาเพื่อเพิ่มพละกำลังสมองให้มีขนาดใหญ่พอ โดยใช้วิธีการซึมซับความรู้ ให้เหมือนฟองน้ำ
นเรศ อินเทวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แอ๊ดวานซ์ เอ็ด จำกัด ผู้ได้รับลิขสิทธิ์หลักสูตรFast ForWord บอกว่าต้องให้ฟองน้ำขยายตัวมากที่สุด หรือเพิ่มหน่วยความจำ (Ram) ในสมองเด็กเพื่อพร้อมรับข้อมูลรอบตัวได้มากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของไอน์สไตน์น้อย ตัวจริง
จากการค้นคว้าวิจัยทางด้าน Neuroscience เกี่ยวกับกลไกสมองนานกว่า 30 ปี และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการฟัง ภาษาศาสตร์ Brain plasticity จากสหรัฐพบว่าหลักในการพัฒนาทักษะของเด็ก ต้องมีทั้ง Memory เพิ่มทักษะความจำทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และ Attention ทำให้เด็กมีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่โดยไม่สนใจสิ่งรบกวนอื่นๆ
จากนั้นก็ต้องใช้ กระบวนการ เพื่อให้เด็ก สามารถแยกแยะเสียงและประมวลผลได้รวดเร็ว จนกระทั่งนำมา ร้อยเรียง ข้อมูลในสมองได้อย่างถูกต้อง และวิธีการฝึกสมองเพื่อสร้างการรับรู้ที่รวดเร็วขึ้นได้จำเป็นต้องตีโจทย์ให้แตก โดยพึ่งพาวิธีการสอนภาษาอังกฤษอย่างถูกหลัก
โปรแกรม Fast ForWord จึงถูกคิดค้นขึ้นเป็นชุดแบบฝึกหัดที่พัฒนาสมองและพื้นฐานการเรียนรู้ด้วยภาษาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด เพราะมุ่งเน้นการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับกลไกการทำงานของสมอง
หัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนาสมองให้แข็งแรงทุกด้าน ทั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ความจำ การมองเห็น การฟัง และด้านอารมณ์ เมื่อโครงสร้างสำคัญของสมอง ได้รับการพัฒนาและกระตุ้นอย่างถูกวิธีแล้ว ทักษะความจำ สมาธิ ความเร็วในการประมวลผลและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ตลอดจนการพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่รอบตัวก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้นำเข้าซอฟท์แวร์กล่าว
ขั้นตอนการเรียนรู้ผ่านเกมที่ใช้ความคิด ออกแบบให้สนุก และใช้งานง่าย โดยจะเริ่มต้นจากการฟัง แยกเสียงให้ชัดทุกเสียง เพราะการฝึกฟังเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาภาษา
จากนั้นก็โยงเสียงกับตัวหนังสือผ่านสายตา ต้องตอบคำถามมากกว่าหนึ่งครั้ง ทำซ้ำไปซ้ำมาจนเป็นการจดจำเสียงเข้ากับตัวหนังสือได้ และเมื่อเล่นผ่านแต่ละด่าน ก็จะมีเสียงชื่นชม เพื่อกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ แล้วจึงพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษ จนถึงทักษะการอ่านและเข้าใจภาษาในระดับสูงในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะทำให้โปรแกรมนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้นั้น (Fast Power Learning) ต้องขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ได้มากหรือน้อย To Va To Ke Aq Fe Lo Ke An Ea Ji Ka Joซึ่งขึ้นอยู่ความถี่ในการฝึกฝนและความเข้มข้นในเนื้อหาของแบบฝึกหัด
อีกทั้งในแบบฝึกหัดจะต้องปรับเปลี่ยนระดับของภาษาและความยากง่ายอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะสมกับทักษะของนักเรียนแต่ละคน รวมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูล รวมถึงจุดบกพร่องอย่างละเอียด เพื่อจะนำกลับมาปรับแก้อุปสรรคที่ยังมีอยู่
ตลอดจนเน้นการอ่านและทักษะด้านภาษาตลอด เพื่อที่จะพัฒนาพื้นฐานความคิดที่จำเป็น และเมื่อสมองถูกกระตุ้นอย่างถูกวิธีจะทำให้เกิดสาร Dopamine และ Acetylcholine ทำให้สมองพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ดีขึ้น
ไม่เพียงช่วยให้เก่งภาษา พัฒนาทักษะทั้งการอ่าน การฟังจับใจความได้อย่างถูกต้อง แม่นยำเท่านั้น
แต่การฝึกด้วยวิธีนี้ช่วยพัฒนาทักษะจำเป็นต่างๆ อาทิ สมาธิ ความจำ ความเร็วในการประมวลผล และการเรียงลำดับเหตุการณ์ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพได้ในระยะเวลาอันสั้น
นเรศ บอกว่า มันเหมาะกับเด็กตั้งแต่อายุ 6 ขวบขึ้นไป ซึ่งมีระดับการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แต่ต้องการเรียนรู้และพัฒนาภาษาอังกฤษในเวลาอันสั้น หรือแม้กระทั่งเด็กออทิสติก หรือพวกมีพรสวรรค์ก็ตาม
ผมเริ่มนำมาใช้กับเด็กวัย 6 ขวบ ซึ่งเป็นญาติสนิทกัน To L Gu Ch De Ko De An Ug Do Aq An เพราะเขามีปัญหาไม่สามารถอ่านหนังสือได้เลย แม้จะนำซอฟต์แวร์อื่นๆ มาช่วย แต่ 2 ปีผ่านไปก็ยังไม่ดีขึ้น จนใช้วิธีนี้และฝึกอยู่ 6-7 เดือน เขาสามารถอ่านหนังสือได้
ส่วนผลสำรวจตลอด 5 ปีที่ผ่านมา นเรศ เล่าว่า เด็กหลายคนแค่ฝึกสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 1 ชั่วโมง เพียง 8-12 สัปดาห์จะเพิ่มทักษะความรับรู้เข้าใจ และการอ่านภาษาอังกฤษถึง 1-2 ปี ทำให้มีผลการเรียนดีขึ้นในรายวิชาอื่นๆ และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และทัศนคติด้านบวกในการเรียน
ด้วยกระบวนการเรียนรู้กับผลสำรวจดังกล่าว ก็ช่วยยืนยันได้ว่า การฝึกลักษณะนี้สามารถเนรมิต เด็กไอคิวต่ำให้เป็นเด็กที่มีพัฒนาการดีขึ้นได้ พลิกจากเด็กขี้อายไม่กล้าพูด ให้เป็นเจ้าหนูจำไม ช่างพูดช่างถาม และยังมีความสามารถแก้ปัญหาได้อีกด้วย
พวกเด็กอยากเก่งกันอยู่แล้ว เพียงแต่พ่อแม่ต้องรู้วิธีฝึกพวกเขาเท่านั้นเอง
ตามทฤษฎีวิชาการ เด็กต้องใช้จินตนาการจากภายในบวกกับแรงกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเพื่อต่อยอดสู่การเรียนรู้ และการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน เด็กต้องใช้ทุกวิชาความรู้มาบูรณาการรวมกันทำให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งหมด
แต่ในทางปฏิบัติ เด็กหลายคนก็ยังไปโรงเรียนและอยู่ในระบบโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระบบที่ค่อนข้างเก่า และแยกวิชาออกจากกันเพื่อสอนพวกหนูๆ ทำให้พวกเขาไม่รู้จักการผสมผสานในโลกความเป็นจริง
สมองจึงถูกบล็อกไว้ให้รู้เท่าที่ต้องรู้ ไม่ใช่อยากรู้
ฉะนั้น หากจะพัฒนาสมองของเด็กได้ พ่อแม่ต้องออกกำลังกายสมองของพวกเขาเพื่อเพิ่มพละกำลังสมองให้มีขนาดใหญ่พอ โดยใช้วิธีการซึมซับความรู้ ให้เหมือนฟองน้ำ
นเรศ อินเทวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แอ๊ดวานซ์ เอ็ด จำกัด ผู้ได้รับลิขสิทธิ์หลักสูตรFast ForWord บอกว่าต้องให้ฟองน้ำขยายตัวมากที่สุด หรือเพิ่มหน่วยความจำ (Ram) ในสมองเด็กเพื่อพร้อมรับข้อมูลรอบตัวได้มากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของไอน์สไตน์น้อย ตัวจริง
จากการค้นคว้าวิจัยทางด้าน Neuroscience เกี่ยวกับกลไกสมองนานกว่า 30 ปี และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการฟัง ภาษาศาสตร์ Brain plasticity จากสหรัฐพบว่าหลักในการพัฒนาทักษะของเด็ก ต้องมีทั้ง Memory เพิ่มทักษะความจำทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และ Attention ทำให้เด็กมีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่โดยไม่สนใจสิ่งรบกวนอื่นๆ
จากนั้นก็ต้องใช้ กระบวนการ เพื่อให้เด็ก สามารถแยกแยะเสียงและประมวลผลได้รวดเร็ว จนกระทั่งนำมา ร้อยเรียง ข้อมูลในสมองได้อย่างถูกต้อง และวิธีการฝึกสมองเพื่อสร้างการรับรู้ที่รวดเร็วขึ้นได้จำเป็นต้องตีโจทย์ให้แตก โดยพึ่งพาวิธีการสอนภาษาอังกฤษอย่างถูกหลัก
โปรแกรม Fast ForWord จึงถูกคิดค้นขึ้นเป็นชุดแบบฝึกหัดที่พัฒนาสมองและพื้นฐานการเรียนรู้ด้วยภาษาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด เพราะมุ่งเน้นการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับกลไกการทำงานของสมอง
หัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนาสมองให้แข็งแรงทุกด้าน ทั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ความจำ การมองเห็น การฟัง และด้านอารมณ์ เมื่อโครงสร้างสำคัญของสมอง ได้รับการพัฒนาและกระตุ้นอย่างถูกวิธีแล้ว ทักษะความจำ สมาธิ ความเร็วในการประมวลผลและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ตลอดจนการพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่รอบตัวก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้นำเข้าซอฟท์แวร์กล่าว
ขั้นตอนการเรียนรู้ผ่านเกมที่ใช้ความคิด ออกแบบให้สนุก และใช้งานง่าย โดยจะเริ่มต้นจากการฟัง แยกเสียงให้ชัดทุกเสียง เพราะการฝึกฟังเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาภาษา
จากนั้นก็โยงเสียงกับตัวหนังสือผ่านสายตา ต้องตอบคำถามมากกว่าหนึ่งครั้ง ทำซ้ำไปซ้ำมาจนเป็นการจดจำเสียงเข้ากับตัวหนังสือได้ และเมื่อเล่นผ่านแต่ละด่าน ก็จะมีเสียงชื่นชม เพื่อกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ แล้วจึงพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษ จนถึงทักษะการอ่านและเข้าใจภาษาในระดับสูงในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะทำให้โปรแกรมนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้นั้น (Fast Power Learning) ต้องขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ได้มากหรือน้อย To Va To Ke Aq Fe Lo Ke An Ea Ji Ka Joซึ่งขึ้นอยู่ความถี่ในการฝึกฝนและความเข้มข้นในเนื้อหาของแบบฝึกหัด
อีกทั้งในแบบฝึกหัดจะต้องปรับเปลี่ยนระดับของภาษาและความยากง่ายอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะสมกับทักษะของนักเรียนแต่ละคน รวมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูล รวมถึงจุดบกพร่องอย่างละเอียด เพื่อจะนำกลับมาปรับแก้อุปสรรคที่ยังมีอยู่
ตลอดจนเน้นการอ่านและทักษะด้านภาษาตลอด เพื่อที่จะพัฒนาพื้นฐานความคิดที่จำเป็น และเมื่อสมองถูกกระตุ้นอย่างถูกวิธีจะทำให้เกิดสาร Dopamine และ Acetylcholine ทำให้สมองพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ดีขึ้น
ไม่เพียงช่วยให้เก่งภาษา พัฒนาทักษะทั้งการอ่าน การฟังจับใจความได้อย่างถูกต้อง แม่นยำเท่านั้น
แต่การฝึกด้วยวิธีนี้ช่วยพัฒนาทักษะจำเป็นต่างๆ อาทิ สมาธิ ความจำ ความเร็วในการประมวลผล และการเรียงลำดับเหตุการณ์ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพได้ในระยะเวลาอันสั้น
นเรศ บอกว่า มันเหมาะกับเด็กตั้งแต่อายุ 6 ขวบขึ้นไป ซึ่งมีระดับการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แต่ต้องการเรียนรู้และพัฒนาภาษาอังกฤษในเวลาอันสั้น หรือแม้กระทั่งเด็กออทิสติก หรือพวกมีพรสวรรค์ก็ตาม
ผมเริ่มนำมาใช้กับเด็กวัย 6 ขวบ ซึ่งเป็นญาติสนิทกัน To L Gu Ch De Ko De An Ug Do Aq An เพราะเขามีปัญหาไม่สามารถอ่านหนังสือได้เลย แม้จะนำซอฟต์แวร์อื่นๆ มาช่วย แต่ 2 ปีผ่านไปก็ยังไม่ดีขึ้น จนใช้วิธีนี้และฝึกอยู่ 6-7 เดือน เขาสามารถอ่านหนังสือได้
ส่วนผลสำรวจตลอด 5 ปีที่ผ่านมา นเรศ เล่าว่า เด็กหลายคนแค่ฝึกสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 1 ชั่วโมง เพียง 8-12 สัปดาห์จะเพิ่มทักษะความรับรู้เข้าใจ และการอ่านภาษาอังกฤษถึง 1-2 ปี ทำให้มีผลการเรียนดีขึ้นในรายวิชาอื่นๆ และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และทัศนคติด้านบวกในการเรียน
ด้วยกระบวนการเรียนรู้กับผลสำรวจดังกล่าว ก็ช่วยยืนยันได้ว่า การฝึกลักษณะนี้สามารถเนรมิต เด็กไอคิวต่ำให้เป็นเด็กที่มีพัฒนาการดีขึ้นได้ พลิกจากเด็กขี้อายไม่กล้าพูด ให้เป็นเจ้าหนูจำไม ช่างพูดช่างถาม และยังมีความสามารถแก้ปัญหาได้อีกด้วย
พวกเด็กอยากเก่งกันอยู่แล้ว เพียงแต่พ่อแม่ต้องรู้วิธีฝึกพวกเขาเท่านั้นเอง
ปลุกพลังยักษ์
สิริลักษณ์ ตันศิริ นักสร้างกำลังใจ หรือ Motiveter หญิงคนแรกของไทย แต่ส่วนใหญ่มักเรียกเธอว่าโค้ช ที่มีประโยคติดปากว่า ฉันทำได้ YES
จำ ท่าทางผู้หญิงร่างเล็กลุกขึ้นยืนกำหมัดแน่นๆ ที่อก แล้วประกาศเสียงดังฟังชัดว่า ฉันทำได้ YES หรือไม่ เธอเป็นนักสร้างกำลังใจ หรือ Motiveter เพศหญิงคนแรกของเมืองไทย แต่ส่วนใหญ่มักเรียกเธอว่าโค้ช
เธอคือ .สิริลักษณ์ ตันศิริ
ขึ้นชื่อว่าโค้ช เรามักนึกถึงนักกีฬาเป็นสิ่งแรก แต่ถ้ามีคนบอกว่า คนธรรมดาตัวเล็กๆ อย่างเราต้องใช้โค้ช เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง คำถามจึงผุดขึ้นในใจว่ามันจำเป็นด้วยหรือนี่
พลันมีเสียงตะโกนออกมาว่า หากกีฬาคือการออกกำลังกาย นักโมติเวทก็คือโค้ชที่ช่วยออกกำลังใจ ไงล่ะ
สิริลักษณ์ ตันศิริ กล้าเอาตนเองมายืนยันสมมติฐานนั้น เพราะหญิงสาวทดลองจนเปลี่ยนแปลงชีวิตโดยสิ้นเชิง เธอประสบความสำเร็จ และสามารถถ่ายทอดแรงบันดาลใจให้คนนับแสน เพื่อปลุกพลังยักษ์ที่มีอยู่ในตัวของทุกคนให้ตื่นจากนิทรา
ความสำคัญของพลัง หรือ ยักษ์ เปรียบเสมือนนามธรรม จับต้องไม่ได้ แต่เป็นจิตวิญญาณที่จะสรรสร้างสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นในชีวิต สร้างมนุษย์ให้สมบูรณ์ ซึ่งสิริลักษณ์การันตีว่า ทุกคนมีพลังที่คุกรุ่นอยู่ แต่ถูกกักขังไว้ เฉกเช่นตัวเธอในอดีต
เปลี่ยนซิ้ม เป็นSomeone
จากผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่า ซูเปอร์ซิ้ม เฉิ่มเชย เก็บตัวเองอยู่ในโลกเล็กๆ รักชีวิตที่เงียบสงบ และชอบอ่านหนังสือธรรมะ คอยบอกตัวเองว่า ต้องใช้ชีวิตให้เรียบง่ายเข้าไว้ อย่าฟุ้งเฟ้อ ชีวิตที่เป็นอยู่นี้ก็ดีแล้ว จะออกไปต่อสู้ดิ้นรนมากกว่านี้ทำไม ในเมื่อสังคมภายนอกวุ่นวายที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดี ติดวัตถุนิยม และอวดร่ำอวดรวย
เธอจึงหมั่นสำรวมกาย วาจา ใจ พูดให้น้อย รักษาใจให้สงบ นิ่งๆ เย็นๆ จะคอยเตือนตัวเองว่าเรื่องของโลก หรือเรื่องของคนอื่นอย่าไปยุ่งเกี่ยว เพราะอย่างไรเสียก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้หรอก แค่เอาตัวเธอและชีวิตของเธอให้รอดก็พอแล้ว
เป็นเวลานานกว่าครึ่งค่อนชีวิต อดีตสาวนักบัญชีไม่รู้สึกวิตกกังวลเลยว่า เจ้าพฤติกรรมและทัศนคติเหล่านั้น หรือเรียกว่าก้อนสันโดษ นั้น กำลังกัดกินพลังชีวิตในตัวเธอไปเรื่อยๆ
ครั้นพอเจอโลกใหม่ เมื่อได้เข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อกระตุ้นพลังชีวิต ของแอนโธนี่ รอบบินส์ โค้ชด้านความสำเร็จอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบของชีวิต
สิริลักษณ์ถูกห้อมล้อมด้วยความกระตือรือร้น เธอจึงเริ่มตื่นตัวกับชีวิตมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง หันมาส่องกระจกสำรวจตัวเอง จนเกิดปรารถนาแรงกล้าที่จะพลิกวิถีชีวิตเข้าสู่โลกของนักพูดให้กำลังใจหรือ นักโมติเวท
ตอนนั้นรู้สึกสงสารตัวเอง ว่าทำไมถึงเป็นคนอ่อนแอขนาดนี้ ไม่มีใครรู้จัก ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษอะไรและไม่เคยภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเอง เป็น จึงร้องไห้อยู่เป็นชั่วโมง อดีตผู้จัดการฝ่ายบัญชีย้อนเวลาอันขมขื่นให้ฟัง และเผยความในใจต่อว่า
เมื่อทุกข์ใจถึงขีดสุด ความคิดจะสั่งว่าต้องเปลี่ยนตัวเองให้ได้ จึงสำรวจตัวเอง มองให้ลึกถึงข้างใน ถ้านี่คือเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แล้ว ก็ต้องเปลี่ยนเดี๋ยวนี้ ทันทีเลย
สิริลักษณ์จึงฉีกร่างยัยซิ้ม เป็นชิ้นๆ แล้วใส่วิญญาณในร่างทรงใหม่ เธอว่า ถ้ามุ่งมั่นตั้งใจจะทำอะไร เธอทำได้แน่ เพราะใจมันมีพลังขึ้นมาอย่างน่าประหลาด มันไม่หน่อมแน้มปวกเปียกเหมือนเมื่อก่อน
กำลังใจ...พลังสร้างโลก
เธอตระหนักดีว่า ทุกคนมียักษ์ อยู่ในตัว มีศักยภาพ มีความสามารถ เป็นพลังชีวิต เป็นพลังจิตใต้สำนึกที่ยิ่งใหญ่ จึงให้ความสำคัญกับศรัทธา และเชื่อว่า ทุกคนสามารถเอาพลัง ที่มีในตัวเราไปทำอะไรก็ได้ และหากทำอะไรก็จะสำเร็จทุกเรื่อง
ถ้าฮึดสู้ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็ต้องเอาจริงเอาจัง ทำทุกแบบฝึกหัดทุกแบบทดสอบเพื่อสร้างพลังในตัวเอง หากท้อ เราก็ใช้หัวใจที่เชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงคอยปลอบประโลมว่าถึงจะพลาดไปไม่ เป็นไร เราก็ทำทุกวัน ต้องกล้าหาญ คิดใหม่ บริหารอารมณ์ใหม่ เมื่อเรามีเป้าหมายที่มีพลังและกระตือรือร้น ลองทำแล้วสำเร็จ มันจะคอยหล่อเลี้ยงให้เรามั่นใจ และทำต่อไปได้ไม่หยุด
เธอว่า การสร้างพลังเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง และเหมือนการผสมผสานศาสตร์ตะวันออกกับตะวันตกเข้าด้วยกัน
เพราะผู้ฝึกจะต้องค่อยๆ ฝึก แล้วหมั่นสำรวจตัวเองทีละน้อย นำสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดมาปรับใช้ ถ้าข้อปฏิบัติใดใช้ได้ก็บันทึกไว้ และอาศัยความมุมานะ ถ้าตั้งใจทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้ และเตือนสติตัวเองว่า จะไม่กลับมาเป็นคนเดิมอีก ซึ่งเทคนิคของคนหนึ่งอาจใช้ไม่ได้กับอีกคน
เราต้องมองตัวเองให้เป็น รู้ว่ากฎไหนตึง หรือหย่อนเกินไปสำหรับตัวเรา ต้องมีสติให้มาก ถ้าเคร่งมาก็ผ่อนลงไป สบายเกินไปแล้ว ก็เพิ่มระดับความเข้มข้นอีกหน่อย
สิริลักษณ์ว่าไม่ใช่เพียงความเป็นศิลป์เท่านั้น มันยังเปรียบวิธีสร้างพลังใจเข้ากับศาสตร์การกีฬำได้ด้วย เธอบอกมันเหมือนการฝึกกล้ามเนื้อ ต้องค่อยเป็นค่อยไป
เริ่มจากง่ายๆ ก่อน เหมือนยกดัมเบลน้ำหนักน้อยๆ แล้วค่อยเพิ่มน้ำหนัก ก็เหมือนเราพยายามคิดโปรเจคใหญ่ขึ้นไปๆ
เมื่อทำสำเร็จจุดหนึ่งก็ต้องให้กำลังใจตัวเอง ว่าเราเป็นคนที่ยอดเยี่ยม และคิดเสมอว่า ทุกอย่างที่เราทำเพื่อเป้าหมายอะไร ก็ไม่ต่างจากนักกีฬาที่จะเน้นกล้ามเนื้อท้อง ก็ซิทอัพมากกว่าส่วนอื่น
นอกจากความเป็นศาสตร์และศิลป์แล้ว โค้ชสิริ ลักษณ์ ผู้คร่ำหวอดในวงการนักโมติเวทกว่า 7 ปี บอกว่า การสร้างกำลังใจก็คือ การปรับหลักคำสอนทางพุทธศาสนามาทำให้เป็นรูปธรรม และใส่ความเชื่อมั่น พลังความมุ่งมั่นในแบบคนตะวันตกเข้าไปนั่นเอง
โลกกำลังหมุนไปตามวิถีตะวันตก ต้องมีความฝัน และฝันให้ใหญ่เข้าไว้ แต่ขณะที่ทางพุทธบอกว่าอย่าโลภมาก มันก็เกิดความสับสนว่าจะทำตัวอย่างไรดี เราก็ไม่ทะเยอทะยานจนเกินกำลัง หรือเดินบนทางสายกลางนั่นแหละคือคำตอบ
โค้ช ขยายความโดยยกตัวเองให้เป็นกรณีศึกษาว่า หลังจากที่เธอได้รับพลังเต็มเปี่ยมจากเทคนิคสร้างกำลังใจหลายวิธีแล้ว ก็บอกกับตัวเองว่า
ความ ฝันของเธอนั้นจะเป็นนักพูดสร้างกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ให้ได้ Va Ae Na Ea To Ea H H H H Kr G G G So Aq Aq Ug Ma Se Bu Ma At Fr Co Ch So Co Lo เมื่อมีเป้าหมายที่ดีงาม ความปรารถนาแรงกล้า และมุ่งมั่นพยายามเดินตามฝัน เชื่อว่าสิ่งที่ทำเป็นประโยชน์ต่อสังคม มันจะเป็นพลังลึกลับทำให้เงินทองไหลมาเทมา
แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ายังไม่มีงาน หรือไม่ได้ตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ ก็ไม่ต้องร้อนรุ่มไปกับปัญหานั้นจนสติหลุด ต้องรู้เสมอว่าอะไรเป็นกิเลสที่จะทำให้เราหลงทาง หรือละโมบโลภมาก ก็ควบคุมมันเสียให้อยู่หมัด
กลเม็ด..ปลุกยักษ์ตื่น
เมื่อรู้แล้วว่า การสร้างกำลังใจคืออะไร สำคัญเพียงใด ก็ใช่จะยกภูมิรู้นั้นใส่พานเทิดทูนไว้บนหิ้ง นักโมติเวทหญิงคนแรกของเมืองไทยขอให้ยักษ์ ทุกตัวตื่นจากการหลับใหลได้แล้ว
โค้ชเผย เคล็ดลับในการเริ่มต้นว่า ต้องปรับเปลี่ยนความคิดให้ได้ก่อน สำรวจตัวเองต้องมองเห็นยักษ์ ในตัวเอง แล้วพยายามปลุกมันขึ้นมาด้วยวิธีการจัดการต่างๆ ที่ล้วนเป็นเทคนิคเชิงบวก
เช่น คิดบวก หมั่นฝึกความคิดเราให้มองอนาคตในทางบวก มีความหวัง และพูดบวก คือการพูดกับตัวเองหรือคนอื่นในทางสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำลาย และทำบวก ด้วยการทำตนเองให้สดชื่น กระฉับกระเฉง มีพลัง ทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง และมีเมตตา
ผู้เขียนหนังสือปลุกยักษ์ กระซิบว่า ยักษ์ในตัวเราชอบคำชม นั่นแปลว่าทุกครั้งที่ทำอะไรสำเร็จ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม เราต้องเติมพลังให้กับตัวเองว่าYes ฉันทำได้ หรือฉันสุดยอด เพื่อเป็นกำลังใจไปสู่เรื่องใหญ่ และชาร์จแบตเตอรี่เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง
ที่สำคัญ อย่าท้อถอยหรือหมดกำลังใจ เพราะอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตนเองกับคนที่เหนือกว่า ดีกว่า หรือรวยกว่า
ทุกครั้งที่หมดกำลังใจ หรือเจอปัญหาความกดดันจากการทำงาน ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมรุมเร้า อย่าตัดสินปัญหาง่ายๆ ด้วยการฆ่าตัวตาย ต้องมั่นใจว่าทุกปัญหามีทางออก
เพียงเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนไปมองสิ่งอื่น เลิกจับเจ่าหรือตอกย้ำความเจ็บช้ำอยู่อย่างนั้น แล้วจุดประกายตัวเองใหม่ว่าการที่คนอื่นทำได้ ไม่ใช่ว่าเราจะทำไม่ได้ หรือไม่ก็ลองก้มลงไปมองคนที่ต่ำกว่า มีชีวิตที่ย่ำแย่กว่า
จากนั้นต้องมีวัคซีนป้องกัน และหายาดีมารักษา เพื่อให้เราอยู่รอด มีความสุขกับปัจจุบัน และเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองด้วยการทำประโยชน์ให้คนอื่น หมั่นเอาใจตัวเองไปให้คนอื่น นำความรักไปเผื่อแผ่คนรอบข้าง อย่ามัวแต่รอคอยความปรารถนาดีจากใคร หากทุกคนเป็นผู้ให้ เราก็จะส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กันเป็นวงจรเรื่อยไป
โลกของผู้ให้..นักโมติเวทสาวไซส์จิ๋ว
โค้ชสิริลักษณ์บอกว่า เทคนิคหรือเคล็ดลับต่างๆ ที่เผยไปนั้น เธออยากให้ทุกคนช่วยกันถ่ายทอดสู่คนอื่นเหมือนที่เธอทำอยู่ทุกวัน
คำว่านักสร้างกำลังใจหรือ นักโมติเวทอาจเป็นคำที่ไม่คุ้นหูนักสำหรับคนไทย สิริลักษณ์ ตันศิริจึงถูกยกย่องให้เป็นนักโมติเวทหญิงคนแรกของเมืองไทยไปโดยปริยาย
เธอยิ้มอย่างภาคภูมิใจว่า เธอตกหลุมรักอาชีพตัวเอง อยากพัฒนาตัวเองเพื่อไปช่วยคนอื่น จึงเรียกได้ว่านักสร้างกำลังใจเป็นอาชีพที่มีความสุขมากที่สุด เพราะนอกจากตัวเองจะได้ประโยชน์แล้ว คนอื่นก็ได้ประโยชน์เช่นกัน
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นกันได้ง่ายๆ โค้ชบอกว่า การเป็นนักโมติเวทต่างจากนักบรรยายหรือวิทยากรให้ความรู้ เพราะมันต้องมาจากจิตวิญญาณและความรักจริง เพราะการจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใคร ต้องเป็นนักสังเกต เป็นนักถ่ายทอดที่ดี ต้องมีจุดคลิก ระหว่างคนพูดและคนฟัง เพื่อจะจูงใจและเปลี่ยนความคิดของคนๆนั้นได้
เราต้องปลุกจิตวิญญาณของคน ไม่ใช่แค่เปลี่ยนวิธีคิดหรือให้ความรู้เท่านั้น So Ec Ec Ug Ug Ji Go To Ve Ve Ve Fe Aq Jo Aq Mi Mi Mi Bc Je Je Je So So Un Jo มันต้องใช้พลังและความเชื่อมั่นสูงมาก ถ้าเจอนักโมติเวทเก่งๆ พูดให้ฟังแค่ 15 นาทีอาจทำให้หัวใจเราเหมือนออกมาเต้นข้างนอกตัวได้เลยทีเดียว
แต่สำหรับนักโมติเวทหญิงเดี่ยวคนนี้ มันเป็นพรสวรรค์และพรแสวงที่ผสมกันอย่างลงตัว เธอมีใจเต็มร้อย และยังเรียนรู้ที่จะฝึกฝน หาความรู้ใหม่อยู่เรื่อย โดยมองหาแนวทางอื่น เทคนิคเพื่อที่จะทำให้คนฟังเข้าใจได้ง่าย หรือเสาะหากระบวนการใหม่ หรือเทคนิคใหม่มาตอบสนองผู้ฟัง
เธอแนะนำว่าที่รุ่นน้องในวงการนักสร้างกำลังใจว่า หากมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อพัฒนาชีวิตและปรารถนาจะช่วยเหลือคนอื่น อยู่แล้ว ประตูโลกโมติเวทก็พร้อมเปิดรับมนุษย์ที่มียักษ์ อยู่ในตัวเสมอ
จำ ท่าทางผู้หญิงร่างเล็กลุกขึ้นยืนกำหมัดแน่นๆ ที่อก แล้วประกาศเสียงดังฟังชัดว่า ฉันทำได้ YES หรือไม่ เธอเป็นนักสร้างกำลังใจ หรือ Motiveter เพศหญิงคนแรกของเมืองไทย แต่ส่วนใหญ่มักเรียกเธอว่าโค้ช
เธอคือ .สิริลักษณ์ ตันศิริ
ขึ้นชื่อว่าโค้ช เรามักนึกถึงนักกีฬาเป็นสิ่งแรก แต่ถ้ามีคนบอกว่า คนธรรมดาตัวเล็กๆ อย่างเราต้องใช้โค้ช เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง คำถามจึงผุดขึ้นในใจว่ามันจำเป็นด้วยหรือนี่
พลันมีเสียงตะโกนออกมาว่า หากกีฬาคือการออกกำลังกาย นักโมติเวทก็คือโค้ชที่ช่วยออกกำลังใจ ไงล่ะ
สิริลักษณ์ ตันศิริ กล้าเอาตนเองมายืนยันสมมติฐานนั้น เพราะหญิงสาวทดลองจนเปลี่ยนแปลงชีวิตโดยสิ้นเชิง เธอประสบความสำเร็จ และสามารถถ่ายทอดแรงบันดาลใจให้คนนับแสน เพื่อปลุกพลังยักษ์ที่มีอยู่ในตัวของทุกคนให้ตื่นจากนิทรา
ความสำคัญของพลัง หรือ ยักษ์ เปรียบเสมือนนามธรรม จับต้องไม่ได้ แต่เป็นจิตวิญญาณที่จะสรรสร้างสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นในชีวิต สร้างมนุษย์ให้สมบูรณ์ ซึ่งสิริลักษณ์การันตีว่า ทุกคนมีพลังที่คุกรุ่นอยู่ แต่ถูกกักขังไว้ เฉกเช่นตัวเธอในอดีต
เปลี่ยนซิ้ม เป็นSomeone
จากผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่า ซูเปอร์ซิ้ม เฉิ่มเชย เก็บตัวเองอยู่ในโลกเล็กๆ รักชีวิตที่เงียบสงบ และชอบอ่านหนังสือธรรมะ คอยบอกตัวเองว่า ต้องใช้ชีวิตให้เรียบง่ายเข้าไว้ อย่าฟุ้งเฟ้อ ชีวิตที่เป็นอยู่นี้ก็ดีแล้ว จะออกไปต่อสู้ดิ้นรนมากกว่านี้ทำไม ในเมื่อสังคมภายนอกวุ่นวายที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดี ติดวัตถุนิยม และอวดร่ำอวดรวย
เธอจึงหมั่นสำรวมกาย วาจา ใจ พูดให้น้อย รักษาใจให้สงบ นิ่งๆ เย็นๆ จะคอยเตือนตัวเองว่าเรื่องของโลก หรือเรื่องของคนอื่นอย่าไปยุ่งเกี่ยว เพราะอย่างไรเสียก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้หรอก แค่เอาตัวเธอและชีวิตของเธอให้รอดก็พอแล้ว
เป็นเวลานานกว่าครึ่งค่อนชีวิต อดีตสาวนักบัญชีไม่รู้สึกวิตกกังวลเลยว่า เจ้าพฤติกรรมและทัศนคติเหล่านั้น หรือเรียกว่าก้อนสันโดษ นั้น กำลังกัดกินพลังชีวิตในตัวเธอไปเรื่อยๆ
ครั้นพอเจอโลกใหม่ เมื่อได้เข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อกระตุ้นพลังชีวิต ของแอนโธนี่ รอบบินส์ โค้ชด้านความสำเร็จอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบของชีวิต
สิริลักษณ์ถูกห้อมล้อมด้วยความกระตือรือร้น เธอจึงเริ่มตื่นตัวกับชีวิตมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง หันมาส่องกระจกสำรวจตัวเอง จนเกิดปรารถนาแรงกล้าที่จะพลิกวิถีชีวิตเข้าสู่โลกของนักพูดให้กำลังใจหรือ นักโมติเวท
ตอนนั้นรู้สึกสงสารตัวเอง ว่าทำไมถึงเป็นคนอ่อนแอขนาดนี้ ไม่มีใครรู้จัก ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษอะไรและไม่เคยภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเอง เป็น จึงร้องไห้อยู่เป็นชั่วโมง อดีตผู้จัดการฝ่ายบัญชีย้อนเวลาอันขมขื่นให้ฟัง และเผยความในใจต่อว่า
เมื่อทุกข์ใจถึงขีดสุด ความคิดจะสั่งว่าต้องเปลี่ยนตัวเองให้ได้ จึงสำรวจตัวเอง มองให้ลึกถึงข้างใน ถ้านี่คือเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แล้ว ก็ต้องเปลี่ยนเดี๋ยวนี้ ทันทีเลย
สิริลักษณ์จึงฉีกร่างยัยซิ้ม เป็นชิ้นๆ แล้วใส่วิญญาณในร่างทรงใหม่ เธอว่า ถ้ามุ่งมั่นตั้งใจจะทำอะไร เธอทำได้แน่ เพราะใจมันมีพลังขึ้นมาอย่างน่าประหลาด มันไม่หน่อมแน้มปวกเปียกเหมือนเมื่อก่อน
กำลังใจ...พลังสร้างโลก
เธอตระหนักดีว่า ทุกคนมียักษ์ อยู่ในตัว มีศักยภาพ มีความสามารถ เป็นพลังชีวิต เป็นพลังจิตใต้สำนึกที่ยิ่งใหญ่ จึงให้ความสำคัญกับศรัทธา และเชื่อว่า ทุกคนสามารถเอาพลัง ที่มีในตัวเราไปทำอะไรก็ได้ และหากทำอะไรก็จะสำเร็จทุกเรื่อง
ถ้าฮึดสู้ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็ต้องเอาจริงเอาจัง ทำทุกแบบฝึกหัดทุกแบบทดสอบเพื่อสร้างพลังในตัวเอง หากท้อ เราก็ใช้หัวใจที่เชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงคอยปลอบประโลมว่าถึงจะพลาดไปไม่ เป็นไร เราก็ทำทุกวัน ต้องกล้าหาญ คิดใหม่ บริหารอารมณ์ใหม่ เมื่อเรามีเป้าหมายที่มีพลังและกระตือรือร้น ลองทำแล้วสำเร็จ มันจะคอยหล่อเลี้ยงให้เรามั่นใจ และทำต่อไปได้ไม่หยุด
เธอว่า การสร้างพลังเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง และเหมือนการผสมผสานศาสตร์ตะวันออกกับตะวันตกเข้าด้วยกัน
เพราะผู้ฝึกจะต้องค่อยๆ ฝึก แล้วหมั่นสำรวจตัวเองทีละน้อย นำสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดมาปรับใช้ ถ้าข้อปฏิบัติใดใช้ได้ก็บันทึกไว้ และอาศัยความมุมานะ ถ้าตั้งใจทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้ และเตือนสติตัวเองว่า จะไม่กลับมาเป็นคนเดิมอีก ซึ่งเทคนิคของคนหนึ่งอาจใช้ไม่ได้กับอีกคน
เราต้องมองตัวเองให้เป็น รู้ว่ากฎไหนตึง หรือหย่อนเกินไปสำหรับตัวเรา ต้องมีสติให้มาก ถ้าเคร่งมาก็ผ่อนลงไป สบายเกินไปแล้ว ก็เพิ่มระดับความเข้มข้นอีกหน่อย
สิริลักษณ์ว่าไม่ใช่เพียงความเป็นศิลป์เท่านั้น มันยังเปรียบวิธีสร้างพลังใจเข้ากับศาสตร์การกีฬำได้ด้วย เธอบอกมันเหมือนการฝึกกล้ามเนื้อ ต้องค่อยเป็นค่อยไป
เริ่มจากง่ายๆ ก่อน เหมือนยกดัมเบลน้ำหนักน้อยๆ แล้วค่อยเพิ่มน้ำหนัก ก็เหมือนเราพยายามคิดโปรเจคใหญ่ขึ้นไปๆ
เมื่อทำสำเร็จจุดหนึ่งก็ต้องให้กำลังใจตัวเอง ว่าเราเป็นคนที่ยอดเยี่ยม และคิดเสมอว่า ทุกอย่างที่เราทำเพื่อเป้าหมายอะไร ก็ไม่ต่างจากนักกีฬาที่จะเน้นกล้ามเนื้อท้อง ก็ซิทอัพมากกว่าส่วนอื่น
นอกจากความเป็นศาสตร์และศิลป์แล้ว โค้ชสิริ ลักษณ์ ผู้คร่ำหวอดในวงการนักโมติเวทกว่า 7 ปี บอกว่า การสร้างกำลังใจก็คือ การปรับหลักคำสอนทางพุทธศาสนามาทำให้เป็นรูปธรรม และใส่ความเชื่อมั่น พลังความมุ่งมั่นในแบบคนตะวันตกเข้าไปนั่นเอง
โลกกำลังหมุนไปตามวิถีตะวันตก ต้องมีความฝัน และฝันให้ใหญ่เข้าไว้ แต่ขณะที่ทางพุทธบอกว่าอย่าโลภมาก มันก็เกิดความสับสนว่าจะทำตัวอย่างไรดี เราก็ไม่ทะเยอทะยานจนเกินกำลัง หรือเดินบนทางสายกลางนั่นแหละคือคำตอบ
โค้ช ขยายความโดยยกตัวเองให้เป็นกรณีศึกษาว่า หลังจากที่เธอได้รับพลังเต็มเปี่ยมจากเทคนิคสร้างกำลังใจหลายวิธีแล้ว ก็บอกกับตัวเองว่า
ความ ฝันของเธอนั้นจะเป็นนักพูดสร้างกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ให้ได้ Va Ae Na Ea To Ea H H H H Kr G G G So Aq Aq Ug Ma Se Bu Ma At Fr Co Ch So Co Lo เมื่อมีเป้าหมายที่ดีงาม ความปรารถนาแรงกล้า และมุ่งมั่นพยายามเดินตามฝัน เชื่อว่าสิ่งที่ทำเป็นประโยชน์ต่อสังคม มันจะเป็นพลังลึกลับทำให้เงินทองไหลมาเทมา
แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ายังไม่มีงาน หรือไม่ได้ตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ ก็ไม่ต้องร้อนรุ่มไปกับปัญหานั้นจนสติหลุด ต้องรู้เสมอว่าอะไรเป็นกิเลสที่จะทำให้เราหลงทาง หรือละโมบโลภมาก ก็ควบคุมมันเสียให้อยู่หมัด
กลเม็ด..ปลุกยักษ์ตื่น
เมื่อรู้แล้วว่า การสร้างกำลังใจคืออะไร สำคัญเพียงใด ก็ใช่จะยกภูมิรู้นั้นใส่พานเทิดทูนไว้บนหิ้ง นักโมติเวทหญิงคนแรกของเมืองไทยขอให้ยักษ์ ทุกตัวตื่นจากการหลับใหลได้แล้ว
โค้ชเผย เคล็ดลับในการเริ่มต้นว่า ต้องปรับเปลี่ยนความคิดให้ได้ก่อน สำรวจตัวเองต้องมองเห็นยักษ์ ในตัวเอง แล้วพยายามปลุกมันขึ้นมาด้วยวิธีการจัดการต่างๆ ที่ล้วนเป็นเทคนิคเชิงบวก
เช่น คิดบวก หมั่นฝึกความคิดเราให้มองอนาคตในทางบวก มีความหวัง และพูดบวก คือการพูดกับตัวเองหรือคนอื่นในทางสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำลาย และทำบวก ด้วยการทำตนเองให้สดชื่น กระฉับกระเฉง มีพลัง ทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง และมีเมตตา
ผู้เขียนหนังสือปลุกยักษ์ กระซิบว่า ยักษ์ในตัวเราชอบคำชม นั่นแปลว่าทุกครั้งที่ทำอะไรสำเร็จ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม เราต้องเติมพลังให้กับตัวเองว่าYes ฉันทำได้ หรือฉันสุดยอด เพื่อเป็นกำลังใจไปสู่เรื่องใหญ่ และชาร์จแบตเตอรี่เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง
ที่สำคัญ อย่าท้อถอยหรือหมดกำลังใจ เพราะอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตนเองกับคนที่เหนือกว่า ดีกว่า หรือรวยกว่า
ทุกครั้งที่หมดกำลังใจ หรือเจอปัญหาความกดดันจากการทำงาน ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมรุมเร้า อย่าตัดสินปัญหาง่ายๆ ด้วยการฆ่าตัวตาย ต้องมั่นใจว่าทุกปัญหามีทางออก
เพียงเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนไปมองสิ่งอื่น เลิกจับเจ่าหรือตอกย้ำความเจ็บช้ำอยู่อย่างนั้น แล้วจุดประกายตัวเองใหม่ว่าการที่คนอื่นทำได้ ไม่ใช่ว่าเราจะทำไม่ได้ หรือไม่ก็ลองก้มลงไปมองคนที่ต่ำกว่า มีชีวิตที่ย่ำแย่กว่า
จากนั้นต้องมีวัคซีนป้องกัน และหายาดีมารักษา เพื่อให้เราอยู่รอด มีความสุขกับปัจจุบัน และเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองด้วยการทำประโยชน์ให้คนอื่น หมั่นเอาใจตัวเองไปให้คนอื่น นำความรักไปเผื่อแผ่คนรอบข้าง อย่ามัวแต่รอคอยความปรารถนาดีจากใคร หากทุกคนเป็นผู้ให้ เราก็จะส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กันเป็นวงจรเรื่อยไป
โลกของผู้ให้..นักโมติเวทสาวไซส์จิ๋ว
โค้ชสิริลักษณ์บอกว่า เทคนิคหรือเคล็ดลับต่างๆ ที่เผยไปนั้น เธออยากให้ทุกคนช่วยกันถ่ายทอดสู่คนอื่นเหมือนที่เธอทำอยู่ทุกวัน
คำว่านักสร้างกำลังใจหรือ นักโมติเวทอาจเป็นคำที่ไม่คุ้นหูนักสำหรับคนไทย สิริลักษณ์ ตันศิริจึงถูกยกย่องให้เป็นนักโมติเวทหญิงคนแรกของเมืองไทยไปโดยปริยาย
เธอยิ้มอย่างภาคภูมิใจว่า เธอตกหลุมรักอาชีพตัวเอง อยากพัฒนาตัวเองเพื่อไปช่วยคนอื่น จึงเรียกได้ว่านักสร้างกำลังใจเป็นอาชีพที่มีความสุขมากที่สุด เพราะนอกจากตัวเองจะได้ประโยชน์แล้ว คนอื่นก็ได้ประโยชน์เช่นกัน
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นกันได้ง่ายๆ โค้ชบอกว่า การเป็นนักโมติเวทต่างจากนักบรรยายหรือวิทยากรให้ความรู้ เพราะมันต้องมาจากจิตวิญญาณและความรักจริง เพราะการจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใคร ต้องเป็นนักสังเกต เป็นนักถ่ายทอดที่ดี ต้องมีจุดคลิก ระหว่างคนพูดและคนฟัง เพื่อจะจูงใจและเปลี่ยนความคิดของคนๆนั้นได้
เราต้องปลุกจิตวิญญาณของคน ไม่ใช่แค่เปลี่ยนวิธีคิดหรือให้ความรู้เท่านั้น So Ec Ec Ug Ug Ji Go To Ve Ve Ve Fe Aq Jo Aq Mi Mi Mi Bc Je Je Je So So Un Jo มันต้องใช้พลังและความเชื่อมั่นสูงมาก ถ้าเจอนักโมติเวทเก่งๆ พูดให้ฟังแค่ 15 นาทีอาจทำให้หัวใจเราเหมือนออกมาเต้นข้างนอกตัวได้เลยทีเดียว
แต่สำหรับนักโมติเวทหญิงเดี่ยวคนนี้ มันเป็นพรสวรรค์และพรแสวงที่ผสมกันอย่างลงตัว เธอมีใจเต็มร้อย และยังเรียนรู้ที่จะฝึกฝน หาความรู้ใหม่อยู่เรื่อย โดยมองหาแนวทางอื่น เทคนิคเพื่อที่จะทำให้คนฟังเข้าใจได้ง่าย หรือเสาะหากระบวนการใหม่ หรือเทคนิคใหม่มาตอบสนองผู้ฟัง
เธอแนะนำว่าที่รุ่นน้องในวงการนักสร้างกำลังใจว่า หากมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อพัฒนาชีวิตและปรารถนาจะช่วยเหลือคนอื่น อยู่แล้ว ประตูโลกโมติเวทก็พร้อมเปิดรับมนุษย์ที่มียักษ์ อยู่ในตัวเสมอ
ปภ.แนะเรียนรู้ เตรียมพร้อมรับมือภัยในช่วงฤดูหนาว
กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตือนฤดูหนาวเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุทางถนนในช่วงหมอกลงจัด มีสถิติการเกิดอัคคีภัยและไฟป่าสูงกว่าฤดูกาลอื่น พร้อมแนะประชาชนสวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ สร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย พร้อมเพิ่มความระมัดระวังกิจกรรมเกี่ยวกับไฟเป็นพิเศษไม่ก่อกองไฟให้ความอบอุ่นในจุดเสี่ยงเพลิงไหม้ หลีกเลี่ยงการจุดไฟในป่า รวมถึงเปิดไฟตัดหมอกเมื่อขับรถผ่านเส้นทางหมอกลงจัด ไม่ขับรถเร็ว เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน
นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็น จึงเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเจ็บป่วยได้ง่าย รวมถึงมีสภาพอากาศแห้งและลมพัดแรง ทำให้มีสถิติการเกิดเพลิงไหม้ ไฟป่าสูงกว่าฤดูกาลอื่น อีกทั้งยังมีหมอกลงจัดปกคลุมทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทาง จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนมากขึ้น เพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอแนะวิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันภัยในช่วงฤดูหนาว ดังนี้
การเจ็บป่วย
ประชาชนควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยสวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ คอ ทรวงอก พร้อมสวมถุงมือและถุงเท้า เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ จะช่วยป้องกันการเจ็บป่วยในช่วงฤดูหนาว พร้อมดูแลกลุ่มเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายและเสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อน หากเจ็บป่วยจะมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป
ไม่ควรดื่มสุราแก้หนาว เนื่องจากในช่วงแรกร่างกายจะรู้สึกร้อนวูบวาบ จากนั้นอุณหภูมิร่างกายจะลดต่ำกว่าปกติและสูญเสียความร้อนเร็วขึ้น หากดื่มในปริมาณมากจนเมาและเผลอหลับโดยไม่ห่มผ้าหรือสวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่นเพียงพอ อาจทำให้เสียชีวิตได้ รวมถึงไม่นอนในที่โล่งแจ้งโดยไม่มีสิ่งปกคลุมร่างกาย เพราะความเย็นจะทำให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดอาการช็อกเสียชีวิตได้
อัคคีภัย
โดยเพิ่มความระมัดระวังในการประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับไฟเป็นพิเศษ ไม่เผาขยะ ไม่ทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพงหญ้าแห้ง ใกล้แหล่งเชื้อเพลิงและบริเวณบ้าน เพราะฤดูหนาวมีสภาพอากาศแห้ง ลมพัดแรง เมื่อเกิดเพลิงไหม้ไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็วและยากต่อการควบคุม ไม่ก่อกองไฟให้ความอบอุ่นในจุดเสี่ยงเพลิงไหม้ โดยเฉพาะบริเวณบ้านและในบ้าน รวมถึงใกล้แหล่งเชื้อเพลิง เช่น กองไม้ กองฟาง ผ้าห่ม ที่นอน เป็นต้น เพราะอาจทำให้เพลิงไหม้บ้าน หากเผลอหลับอาจถูกไฟคลอกเสียชีวิต
กรณีก่อกองไฟควรใช้น้ำราดดับไฟให้สนิททุกครั้ง ไฟป่า ประชาชนที่อาศัยบริเวณแนวชายป่าควรเก็บกวาดใบไม้แห้ง วัชพืชบริเวณรอบบ้านให้โล่งเตียน Mi Mi Ra Ug Ug Mu Fr Aq Fr Al Sa Dr Dr Ko Fr Ug Dr Ug Ug Ug ไม่ให้กองสุมเป็นเชื้อเพลิง ไม่เผาขยะหรือหญ้าแห้งใกล้แนวชายป่า ไม่เก็บหาของป่าหรือล่าสัตว์โดยการจุดไฟ เพราะหากเกิดเพลิงไหม้อาจลุกลามเป็นไฟป่า รวมถึงจัดทำแนวกันไฟป้องกันไฟลุกลามไหม้พื้นที่ใกล้เคียง นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการจุดไฟในป่า ไม่ทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพงหญ้าแห้ง เพิ่มความระมัดระวังในการก่อกองไฟ หากก่อกองไฟใกล้แนวชายป่าและในป่า ควรดูแลใกล้ชิดและดับไฟให้สนิททุกครั้ง
อุบัติเหตุทางถนน
มาทำความรู้จัก ฉลากโภชนาการ
รู้ไหมว่า ฉลากบนภาชนะบรรจุของอาหาร แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ฉลากอาหาร และฉลากโภชนาการ ซึ่งมีข้อมูลที่แตกต่างกันไป
ฉลากอาหารจะแสดงข้อมูลด้านความปลอดภัย อย่างวันที่ผลิตหมดอายุ วิธีการเก็บรักษา วิธีปรุง คำเตือนต่าง ๆ ข้อมูลด้านความคุ้มค่า อย่างชื่อประเภทของอาหาร ส่วนประกอบ ซึ่งเรียงลำดับตามปริมาณที่ใช้จากมากไปน้อย และปริมาณอาหาร (น้ำหนัก หรือปริมาตร)
ฉลากโภชนาการ จะแสดงข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร โดยระบุชนิดและปริมาณสารอาหารที่เราจำเป็นต้องรู้ก่อนซื้อมากิน ซึ่งเราจะมาเรียนรู้วิธีการอ่านฉลากโภชนาการนี้กัน
ปริมาณสารอาหารที่เราจะได้รับ ต่อการกิน 1 หน่วยบริโภค ซึ่งข้อมูลที่เราจำเป็นต้องคำนึงถึงให้มากก็คือ ไขมัน น้ำตาล และโซเดียม พวกนี้ถ้ามีมากไปก็ไม่ดี แต่ถ้าเป็นไฟเบอร์ หรือกากใยอาหาร รวมไปถึงวิตามิน มีมากก็ยิ่งดี ด้านท้ายยังมีบอกด้วยว่า สารอาหารที่เราจะได้รับต่อ 1 หน่วยบริโภคนั้น คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน (ยำอีกครั้งว่านี่เป็นตัวเลขแค่ 1 หน่วยบริโภค ไม่ใช่ทั้งหมด)
ความต้องการสารอาหารที่เขาแนะนำให้คนไทยได้รับใน 1 วัน นี่เป็นค่าโดยประมาณเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริง ๆ ก็จะแตกต่าง กันไปตามเพศ อายุ กิจกรรมที่ทำของแต่ละคน และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เฉลี่ยแล้วก็ควรจะได้รับประมาณนี้
โดยปริมาณพลังงานที่ควรจะได้ใน 1 วันคือ 2,000 กิโลแคลอรี ควรควบคุมอย่าให้กินมากไปกว่านี้ (ยกเว้นถ้าคุณคือนักกีฬา ทหารฝึกหนัก หรือผู้ใช้แรงงาน) หมายถึง อาหารในซองนี้ ผู้ผลิตแนะนำให้แบ่งกินกี่ครั้ง เช่นขนมซองนี้ ผู้ผลิตแนะนำให้กินครั้งละ 30 กรัม ซึ่งคิดเป็น 13 ของทั้งซอง หรือแบ่งกินได้ 2.5 ครั้ง คิดเป็น 1 หน่วยบริโภค (ใครจะกินมากกว่านี้ก็ได้ ไม่มีใครว่า แต่ตัวเลขด้านล่างต่อไปจะคิดจาก 1 หน่วยบริโภคเท่านั้น)
30 กรัมของขนมซองนี้ (หรือ 1 หน่วยบริโภคที่เขาบอกตั้งแต่แรก) ให้พลังงาน 150 กิโลแคลอรี โดยใน 150 กิโลแคลอรีนี้ มีพลังงานที่ได้จากไขมันอยู่ 80 กิโลแคลอรี อย่าเข้าใจผิดคิดว่าขนมทั้งซองให้พลังงาน 150 กิโลแคลอรี เพราะนี่คิดแค่ 1 หน่วยบริโภคเท่านั้น ถ้าอยากรู้ว่ากินทั้งซองนี้จะได้พลังงานกี่กิโลแคลอรี ต้องคูณด้วยจำนวนหน่วยบริโภคทั้งซองเข้าไปก่อน (กิโลแคลอรี ในที่นี้ บางเจ้าใช้คำว่าแคลอรีเฉย ๆ ซึ่งในที่นี้ มีค่าเท่ากัน ในทางวิทยาศาสตร์อาจจะไม่เท่ากัน แต่บนฉลากโภชนาการแล้ว เป็นที่รู้กันว่า กิโลแคลอรี = แคลอรีนะจ๊ะ)
ส่วนที่ต้องควบคุมให้ดีก็คือ ไขมัน คอเลสเตอรอล และโซเดียม (สาเหตุโรคไตและความดันสูง) ควรจะกินให้น้อยกว่าปริมาณที่เขียนไว้ด้วย (ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน) อีกตัวเลขหนึ่งที่ไม่ควรเกินคือน้ำตาล ไม่ควรกินเกิน 24 กรัมต่อ 1 วัน So So Va Ko Mu Pr Fr Gu Co Fr Ar Ar An An Pr Co Mi So Be Be So So To To Je ถ้าหากใครคิดว่าตารางโภชนาการแบบเต็มนี้อ่านยากเกินไป เขาก็มีตารางแบบย่อมาให้อ่านง่ายขึ้นด้วย โดยเน้นเฉพาะสารอาหารที่จำเป็นต้องควบคุมแค่ 4 ชนิดคือ พลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม แปะให้ดูง่าย ๆ ที่ด้านหน้าซองหรือภาชนะบรรจุกันไปเลย
ผู้ขับขี่ควรเพิ่มความระมัดระวังในการขับรถผ่านเส้นทางที่มีหมอกลงจัดและควันไฟปกคลุมเป็นพิเศษ โดยเปิดไฟหน้ารถ ไฟตัดหมอก ไม่ขับรถเร็ว เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ ไม่เปลี่ยนช่องทางจราจรกะทันหัน ไม่ขับแซงในระยะกระชั้นชิด กรณีหมอกลงจัดจนมองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจน ควรจอดรถในบริเวณที่ปลอดภัย เช่น ที่พักริมทาง สถานีบริการน้ำมัน เป็นต้น รอจนหมอกบาง จึงค่อยขับรถไปต่อ ทั้งนี้ การเรียนรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างปลอดภัย จะช่วยป้องกันและลดผลกระทบจากภัยในช่วงฤดูหนาว
นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็น จึงเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเจ็บป่วยได้ง่าย รวมถึงมีสภาพอากาศแห้งและลมพัดแรง ทำให้มีสถิติการเกิดเพลิงไหม้ ไฟป่าสูงกว่าฤดูกาลอื่น อีกทั้งยังมีหมอกลงจัดปกคลุมทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทาง จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนมากขึ้น เพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอแนะวิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันภัยในช่วงฤดูหนาว ดังนี้
การเจ็บป่วย
ประชาชนควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยสวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ คอ ทรวงอก พร้อมสวมถุงมือและถุงเท้า เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ จะช่วยป้องกันการเจ็บป่วยในช่วงฤดูหนาว พร้อมดูแลกลุ่มเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายและเสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อน หากเจ็บป่วยจะมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป
ไม่ควรดื่มสุราแก้หนาว เนื่องจากในช่วงแรกร่างกายจะรู้สึกร้อนวูบวาบ จากนั้นอุณหภูมิร่างกายจะลดต่ำกว่าปกติและสูญเสียความร้อนเร็วขึ้น หากดื่มในปริมาณมากจนเมาและเผลอหลับโดยไม่ห่มผ้าหรือสวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่นเพียงพอ อาจทำให้เสียชีวิตได้ รวมถึงไม่นอนในที่โล่งแจ้งโดยไม่มีสิ่งปกคลุมร่างกาย เพราะความเย็นจะทำให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดอาการช็อกเสียชีวิตได้
อัคคีภัย
โดยเพิ่มความระมัดระวังในการประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับไฟเป็นพิเศษ ไม่เผาขยะ ไม่ทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพงหญ้าแห้ง ใกล้แหล่งเชื้อเพลิงและบริเวณบ้าน เพราะฤดูหนาวมีสภาพอากาศแห้ง ลมพัดแรง เมื่อเกิดเพลิงไหม้ไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็วและยากต่อการควบคุม ไม่ก่อกองไฟให้ความอบอุ่นในจุดเสี่ยงเพลิงไหม้ โดยเฉพาะบริเวณบ้านและในบ้าน รวมถึงใกล้แหล่งเชื้อเพลิง เช่น กองไม้ กองฟาง ผ้าห่ม ที่นอน เป็นต้น เพราะอาจทำให้เพลิงไหม้บ้าน หากเผลอหลับอาจถูกไฟคลอกเสียชีวิต
กรณีก่อกองไฟควรใช้น้ำราดดับไฟให้สนิททุกครั้ง ไฟป่า ประชาชนที่อาศัยบริเวณแนวชายป่าควรเก็บกวาดใบไม้แห้ง วัชพืชบริเวณรอบบ้านให้โล่งเตียน Mi Mi Ra Ug Ug Mu Fr Aq Fr Al Sa Dr Dr Ko Fr Ug Dr Ug Ug Ug ไม่ให้กองสุมเป็นเชื้อเพลิง ไม่เผาขยะหรือหญ้าแห้งใกล้แนวชายป่า ไม่เก็บหาของป่าหรือล่าสัตว์โดยการจุดไฟ เพราะหากเกิดเพลิงไหม้อาจลุกลามเป็นไฟป่า รวมถึงจัดทำแนวกันไฟป้องกันไฟลุกลามไหม้พื้นที่ใกล้เคียง นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการจุดไฟในป่า ไม่ทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพงหญ้าแห้ง เพิ่มความระมัดระวังในการก่อกองไฟ หากก่อกองไฟใกล้แนวชายป่าและในป่า ควรดูแลใกล้ชิดและดับไฟให้สนิททุกครั้ง
อุบัติเหตุทางถนน
มาทำความรู้จัก ฉลากโภชนาการ
รู้ไหมว่า ฉลากบนภาชนะบรรจุของอาหาร แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ฉลากอาหาร และฉลากโภชนาการ ซึ่งมีข้อมูลที่แตกต่างกันไป
ฉลากอาหารจะแสดงข้อมูลด้านความปลอดภัย อย่างวันที่ผลิตหมดอายุ วิธีการเก็บรักษา วิธีปรุง คำเตือนต่าง ๆ ข้อมูลด้านความคุ้มค่า อย่างชื่อประเภทของอาหาร ส่วนประกอบ ซึ่งเรียงลำดับตามปริมาณที่ใช้จากมากไปน้อย และปริมาณอาหาร (น้ำหนัก หรือปริมาตร)
ฉลากโภชนาการ จะแสดงข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร โดยระบุชนิดและปริมาณสารอาหารที่เราจำเป็นต้องรู้ก่อนซื้อมากิน ซึ่งเราจะมาเรียนรู้วิธีการอ่านฉลากโภชนาการนี้กัน
ปริมาณสารอาหารที่เราจะได้รับ ต่อการกิน 1 หน่วยบริโภค ซึ่งข้อมูลที่เราจำเป็นต้องคำนึงถึงให้มากก็คือ ไขมัน น้ำตาล และโซเดียม พวกนี้ถ้ามีมากไปก็ไม่ดี แต่ถ้าเป็นไฟเบอร์ หรือกากใยอาหาร รวมไปถึงวิตามิน มีมากก็ยิ่งดี ด้านท้ายยังมีบอกด้วยว่า สารอาหารที่เราจะได้รับต่อ 1 หน่วยบริโภคนั้น คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน (ยำอีกครั้งว่านี่เป็นตัวเลขแค่ 1 หน่วยบริโภค ไม่ใช่ทั้งหมด)
ความต้องการสารอาหารที่เขาแนะนำให้คนไทยได้รับใน 1 วัน นี่เป็นค่าโดยประมาณเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริง ๆ ก็จะแตกต่าง กันไปตามเพศ อายุ กิจกรรมที่ทำของแต่ละคน และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เฉลี่ยแล้วก็ควรจะได้รับประมาณนี้
โดยปริมาณพลังงานที่ควรจะได้ใน 1 วันคือ 2,000 กิโลแคลอรี ควรควบคุมอย่าให้กินมากไปกว่านี้ (ยกเว้นถ้าคุณคือนักกีฬา ทหารฝึกหนัก หรือผู้ใช้แรงงาน) หมายถึง อาหารในซองนี้ ผู้ผลิตแนะนำให้แบ่งกินกี่ครั้ง เช่นขนมซองนี้ ผู้ผลิตแนะนำให้กินครั้งละ 30 กรัม ซึ่งคิดเป็น 13 ของทั้งซอง หรือแบ่งกินได้ 2.5 ครั้ง คิดเป็น 1 หน่วยบริโภค (ใครจะกินมากกว่านี้ก็ได้ ไม่มีใครว่า แต่ตัวเลขด้านล่างต่อไปจะคิดจาก 1 หน่วยบริโภคเท่านั้น)
30 กรัมของขนมซองนี้ (หรือ 1 หน่วยบริโภคที่เขาบอกตั้งแต่แรก) ให้พลังงาน 150 กิโลแคลอรี โดยใน 150 กิโลแคลอรีนี้ มีพลังงานที่ได้จากไขมันอยู่ 80 กิโลแคลอรี อย่าเข้าใจผิดคิดว่าขนมทั้งซองให้พลังงาน 150 กิโลแคลอรี เพราะนี่คิดแค่ 1 หน่วยบริโภคเท่านั้น ถ้าอยากรู้ว่ากินทั้งซองนี้จะได้พลังงานกี่กิโลแคลอรี ต้องคูณด้วยจำนวนหน่วยบริโภคทั้งซองเข้าไปก่อน (กิโลแคลอรี ในที่นี้ บางเจ้าใช้คำว่าแคลอรีเฉย ๆ ซึ่งในที่นี้ มีค่าเท่ากัน ในทางวิทยาศาสตร์อาจจะไม่เท่ากัน แต่บนฉลากโภชนาการแล้ว เป็นที่รู้กันว่า กิโลแคลอรี = แคลอรีนะจ๊ะ)
ส่วนที่ต้องควบคุมให้ดีก็คือ ไขมัน คอเลสเตอรอล และโซเดียม (สาเหตุโรคไตและความดันสูง) ควรจะกินให้น้อยกว่าปริมาณที่เขียนไว้ด้วย (ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน) อีกตัวเลขหนึ่งที่ไม่ควรเกินคือน้ำตาล ไม่ควรกินเกิน 24 กรัมต่อ 1 วัน So So Va Ko Mu Pr Fr Gu Co Fr Ar Ar An An Pr Co Mi So Be Be So So To To Je ถ้าหากใครคิดว่าตารางโภชนาการแบบเต็มนี้อ่านยากเกินไป เขาก็มีตารางแบบย่อมาให้อ่านง่ายขึ้นด้วย โดยเน้นเฉพาะสารอาหารที่จำเป็นต้องควบคุมแค่ 4 ชนิดคือ พลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม แปะให้ดูง่าย ๆ ที่ด้านหน้าซองหรือภาชนะบรรจุกันไปเลย
ผู้ขับขี่ควรเพิ่มความระมัดระวังในการขับรถผ่านเส้นทางที่มีหมอกลงจัดและควันไฟปกคลุมเป็นพิเศษ โดยเปิดไฟหน้ารถ ไฟตัดหมอก ไม่ขับรถเร็ว เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ ไม่เปลี่ยนช่องทางจราจรกะทันหัน ไม่ขับแซงในระยะกระชั้นชิด กรณีหมอกลงจัดจนมองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจน ควรจอดรถในบริเวณที่ปลอดภัย เช่น ที่พักริมทาง สถานีบริการน้ำมัน เป็นต้น รอจนหมอกบาง จึงค่อยขับรถไปต่อ ทั้งนี้ การเรียนรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างปลอดภัย จะช่วยป้องกันและลดผลกระทบจากภัยในช่วงฤดูหนาว
Subscribe to:
Posts (Atom)