Friday, August 7, 2015

ไข้หวัดใหญ่ 2009

มาถึงเมืองไทยจนได้ครับ สำหรับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 จากเม็กซิโกที่เดิมชื่อ Swine Flu หรือไข้หวัดหมู แต่หลังจากอุตสาหกรรมสุกรทั่วโลกร้องโวย จึงเปลี่ยนเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009
 มาถึงแบบไม่บอกไม่กล่าว จนพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ควงแขน นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกมาแถลงข่าวเมื่อวันวานว่ามีคนไทยติดเชื้อ 2 คน และที่น่าสนใจคือ รักษาหายแล้วด้วย

 ทำให้คนไทยที่ขี้สงสัยต้องตั้งคำถามว่า รัฐบาลรู้อะไร เมื่อไหร่ และทำไมไม่มีการเตือนให้สาธารณชนรับรู้แต่แรก เพราะหากรักษาหายแล้วจริง กินยามาครบ 5 วัน แสดงว่ารัฐบาลต้องรู้มาแล้วอย่างน้อย 1 สัปดาห์

 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการที่อ้างว่า ที่ไม่เป็นข่าวก็เพื่อปกป้องชื่อผู้ป่วย ไม่ให้ต้องถูกรังควาญโดยสื่อมวลชน หรือเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป และไม่ทำให้สาธารณชนต้องตื่นตระหนกเกินเหตุด้วย

 ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลนั้นก็จริงอยู่ที่ต้องปิดบังชื่อนามสกุลจริง 19 No Ca Al Co Ec Se Co Jo Al Ug Al Al Sa Me Co Al Al Al Sa  และกักกันไว้ในห้องพิเศษในโรงพยาบาล จนกว่าจะหาย แม้แต่ชื่อโรงพยาบาลก็ไม่ควรเปิดเผย ซึ่งรัฐบาลทำถูกแล้วในส่วนนี้ เพราะเรื่องผู้ป่วย ในโรงพยาบาลแล้ว โดยปกติไม่ว่าโรคอะไร ไม่ควรเปิดเผยข้อมูล และไม่ควรมีสื่อมวลชนยกกล้องขนทีมเข้าไปทำข่าวถึงข้างเตียงอย่างที่เห็นอยู่ในจอทีวีบ่อยๆ

 ถ้าเป็นประเทศอื่น เขาให้ตั้งกล้องรอหน้าโรงพยาบาล ถ่ายภาพมาเห็นแต่ตัวอาคาร แต่ประเทศไทยสื่อใหญ่ ขนกันขึ้นไป ขณะที่ดารา และคนดัง บางคนมีความต้องการประชาสัมพันธ์ ก็เชิญชวนกันขึ้นไปทำข่าว ซึ่งถึงแม้จะไม่ไปจับภาพคนอื่นๆ แต่ในหลักมารยาทที่ดีแล้ว ถือเป็นการรบกวนผู้ป่วยและญาติโยมไม่น้อย

 อย่างไรก็ตามในกรณีของโรคติดต่อหรือโรคระบาดนั้น นอกเหนือจากการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลแล้ว รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องคนอื่นๆซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยเช่นกัน รัฐบาลจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องดูแลให้ทั่วถึง ทั้งจะต้องมีความโปร่งใสในการดำเนินการ และมีมาตรฐานที่เป็นสากลในการปฏิบัติงาน

 และรัฐบาลมีหน้าที่ในการสื่อสารข้อเท็จจริงและความเสี่ยง ทำความเข้าใจกับประชาชนว่า ขั้นตอนการป้องกันโรค และ การรักษาเมื่อติดเชื้อ รวมไปถึงการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานมีอะไรบ้าง และหากติดเชื้อจะต้องไปพึ่งพาใครที่ไหน

 ทั้งเมื่อมีผู้ป่วย ก็ต้องยอมรับความจริงแต่แรก Wo Co Ke St Co Ol Re To Ti Wo Co Ec Cr To Sa Co Co Sp Pa Al Al Sa Gi Pr 19 แต่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารจัดการควบคุมสถานการณ์ มีขั้นมีตอน จะได้รับความชื่นชมจากนานาชาติเสียอีก

 การทำเสมือนมีการเก็บเป็นความลับ อาจเป็นความตั้งใจที่ดีจริง แต่กลับเป็นการสร้างความระแวงต่อสาธารณชน รัฐมนตรีที่แถลงข่าวจึงถูกรุม ถามโดยสื่อมวลชนอย่างไม่ลดละ ไปโกรธสื่อก็ไม่ถูกเช่นกัน
 ทัศนคติที่จะปกปิด มีอยู่ในสังคมไทยพอสมควร โดยเฉพาะข้อที่อ้างว่าจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว แต่ผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาลต้องพึงตระหนักด้วยว่า ภาวะของโลกโลกาภิวัตน์นั้น พลเมืองในโลกจะมีความกังวลใน 2-3 ประเด็น

 เรื่องแรกคือ โรคระบาดใหม่ๆที่เดินทางได้กว้างไกลรวดเร็ว ไข้หวัดนก ซาร์ส และไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นแค่จุดเริ่มต้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าที่จะมาอีกหลายระลอกจะร้ายแรงกว่าที่เห็นในอดีต
 ส่วนเรื่องที่สองคือ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เพราะน้ำเสียอากาศเสียนั้นไร้พรมแดน ดังเช่นควันไฟที่ฟุ้งกระจายจากการเผาป่า ที่อินโดนีเซียปิดฟ้า มาเลเซียและตอนใต้ของไทยมาแล้ว และเรื่องสุดท้ายคือ กระบวนการก่อการร้ายข้ามชาติต่างๆ

 ในทั้งสามเรื่องนี้ ประเทศไหนมีหลักมีเกณฑ์ชัดเจน มีระบบบริหารจัดการปัญหาได้รวดเร็วไม่ลุกลาม เป็นระบบเปิดโปร่งใสไม่ปกปิด ไม่โกหกหลอกลวง คนให้ความเชื่อถือ ถึงจะมีปัญหามากระทบบ้าง แต่หากไว้เนื้อเชื่อใจกันแล้ว กิจกรรมธุรกิจเศรษฐกิจต่างๆ และการท่องเที่ยวจะไม่หนีไปไหน แต่ถ้าโลกเขาจับได้ว่าเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ไม่มีใครเขาคบครับ

ไข้หวัด ใหม่    


Commmon Cold คือเป็นโรคที่ธรรมดา มากๆ (ผมแปลตรงๆ) …..
-ไข้หวัดเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
-บางคนอาจเป็นปีละหลายครั้ง
-เด็กเล็ก และเด็กที่เพิ่งเข้าโรงเรียน อาจเฉลี่ยเป็นประมาณเดือนละครั้ง
- เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อหวัด ชนิดต่างๆ มากขึ้น ก็จะเป็นห่างขึ้น
- โรคนี้พบได้ทั้งปี จะพบน้อยในฤดูร้อน
สาเหตุ
-เกิดจากเชื้อไวรัสมากกว่า 200 ชนิดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลายและเสมหะ
-ติดต่อโดยการสัมผัสมือ ไอ จาม หายใจรดกัน
-ระยะฟักตัว 1-3 วัน
อาการ
-ไข้ ตัวร้อนเป็นพักๆ  ครั่นเนื้อครั่นตัวปวดศีรษะเล็กน้อย คัดจมูก น้ำมูกใส ไอ จาม
-ในผู้ใหญ่อาจไม่มีไข้
- ในเด็กมักเป็นไข้ทันที อาจมีไข้สูงและชัก ท้องเดินร่วมด้วย
-ถ้าเป็นอยู่เกิน 4 วัน อาจมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียว เกิดจากการอักเสบซ้ำของเชื้อแบคทีเรีย

อาการแทรกซ้อน

-เกิดจากการอักเสบแทรกซ้อนของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้มีน้ำมูกหรือเสลดเป็นสีเหลือง หรือเขียว ถ้าลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง อาจทำให้เป็น
-ต่อมทอนซิลอักเสบ
-ไซนัสอักเสบ
-หูชั้นกลางอักเสบ
-หลอดลมอักเสบ
-ปอดอักเสบ
โรคที่รุนแรงมักเกิดในผู้ป่วยที่ไม่ได้พักผ่อน ตรากตรำงานหนัก ร่างกายอ่อนแอ(ขาดอาหาร)ในทารกหรือคนสูงอายุ

การป้องกัน
1. ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหาก อย่านอนปะปนกัน เวลาไอ จามให้ใช้ผ้าปิดปากหรือจมูก
2. รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเวลาที่มีอากาศเปลี่ยแปลง
3. อย่าตรากตรำงานหนักเกินไป ควรออกกำลังกายอยู่เสมอ
4. ไม่ควรเข้าไปในที่มีคนแออัน (โรงมหรสพ)
5. ไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป โดยเฉพาะในเวลาที่อากาศเย็น
6. หมั่นล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูก

No comments:

Post a Comment