หลายคนมักไม่พิศวาสรสชาติของผักตระกูลหัวหอมนัก แต่รู้ไว้เถิด หัวหอมมีประโยชน์มากกว่าที่คิด
ประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือด
มีหลักฐานว่ามีสารประกอบกำมะถัน ที่พบในหัวหอมนั้น สามารถต่อต้านการจับตัวกันของลิ่มเลือด นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ากำมะถัน สามารถลดระดับของคอเลสเตอรอลในเลือดและไตรกลีเซอไรด์พร้อมทั้งปรับปรุงการทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์ในเซลล์เม็ดเลือดแดงได้เป็นอย่างดี โดยรวมขยายไปถึงการป้องกันโรคหัวใจวาย
ประโยชน์ต่อกระดูกและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
การศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าหัวหอมจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก รวมไปถึงหญิงวัยหมดประจำเดือน ที่ต้องประสบปัญหาการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูก และอาจจะสามารถลดความเสี่ยงของกระดูกสะโพกหัก กำมะถันปริมาณสูงในหัวหอม อาจก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เพราะกำมะถันมีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
ประโยชน์ในการต่อต้านการอักเสบ
พืชผักตระกูลหัวหอม กระเทียม ถือเป็นสิ่งที่ช่วยป้องกันการอักเสบได้ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน สารต้านอนุมูลอิสระในหอมช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของกรดไขมันในร่างกาย
ประโยชน์ในการป้องกันโรคมะเร็ง
หัวหอมสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ ได้ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ , มะเร็งกล่องเสียง และโรคมะเร็งรังไข่ Ta
Ug
Lo
To
To
La
Ra
Dr
Gu
To
Ch
Pr แม้ว่าจะไม่ชื่นชอบในรสชาติ แต่รู้หรือไม่ว่า เพียงแค่ทานในปริมาณน้อยหรืออาจทานไม่บ่อยนัก ก็สามารถได้รับประโยชน์ในเรื่องของการป้อนกันโรคมะเร็งได้อย่างเต็มที่เหมือนกัน
ประโยชน์ด้านสุขภาพอื่น ๆ
หัวหอมมีศักยภาพในการปรับปรุงความสมดุลของน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งกำมะถันและสารต้านอนุมูลอิสระ ที่พบในหัวหอมจะช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย บางการศึกษาพบว่าหากหัวหอมได้สัมผัสกับไอน้ำเป็นเวลา 10 นาทีจะมีผลต่อคุณค่าทางสารอาหาร ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญในการจัดเก็บและการนำมาปรุงอาหาร
กินถั่ววันละนิดเพื่อสุขภาพ
ผลงานวิจัยใช้เวลากว่า 30 ปี โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ นิวอิงแลนด์ ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 100,000 คน พบว่าผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีโอกาสที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ โรคมะเร็ง หรือการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ ได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่กินถั่ว
จากการศึกษาวิจัยที่มีมาก่อนหน้านี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ถั่วนั้นเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบหัวใจของคนเรา ล่าสุดทีมวิจัยจากจากโรงพยาบาลบริงแฮม แอนด์วีเมน ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ทำการติดตามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 119,000 คน ซึ่งนับเป็นการศึกษาผลกระทบของถั่วต่อการเสียชีวิตที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา โดยผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่กินถั่วเป็นประจำเกือบทุกวันจะมีโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กินราว 20 เปอร์เซ็นต์ และการกินถั่วที่น้อยกว่านั้นก็ส่งผลให้ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตลดน้อยลง ด้วยตามสัดส่วนการบริโภค
นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่กินถั่ว 7 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กินจะมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจลดลง 29 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งลดลง 11 เปอร์เซ็นต์ โดยผลวิจัยพบว่า ข้อดีดังกล่าวพบได้จาก ถั่วลิสง ถั่วพิตาชิโอ อัลมอนด์ วอลนัท รวมถึงถั่วจากพืชยืนต้นอื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยไม่ได้พิจารณาถึงวิธีการปรุงถั่วแต่อย่างใด
ทั้งนี้การศึกษาวิจัยแบบสังเกตการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นการพิสูจน์สาเหตุหรือผลกระทบอย่างชัดเจน แต่บอกได้เพียงความเชื่อมโยงระหว่างการกินถั่วกับการลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตเท่านั้น นอกจากนี้การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอาหารโดยเฉพาะการหาผลกระทบจากอาหารเพียงหนึ่งชนิดนั้นทำได้ยาก
ขณะที่ทีมวิจัยครั้งนี้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถั่วจึงทำให้สุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเป็นผลมาจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวแร่ธาตุหรือสารอาหารอื่นๆ Gi
Ac
Lo
Al
To
Di
To
Th
Al
Ma
Co
Be
Je
ที่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลลดลง ลดการอักเสบ รวมทั้งลดปัญหาด้านอื่นๆ อย่างที่ผลการศึกษาก่อนหน้านี้ค้นพบมาแล้ว
ดอกเตอร์โรเบิร์ต เอ็กเคล จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลการวิจัยดังกล่าวว่า ผู้ที่กินถั่วมากอาจกินถั่วไปพร้อมๆ กับการกินสลัดและได้รับผลดีจากการกิจผักใบเขียว ขณะที่ดอกเตอร์ราพห์ แซกโก
นักประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยไมอามี ระบุว่า บางครั้งการที่เรากินถั่วเขาไป อาจส่งผลให้เรากินอย่างอื่นเช่น มันฝรั่งทอด ขนมขบเคี้ยวต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ลดลงก็ได้เช่นกัน
No comments:
Post a Comment