เมื่อเร็วๆ นี้ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเตือน โรคเครียดทางการเมือง ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกกลุ่ม ทั้ง ผู้ชุมนุม นักการเมือง ผู้ติดตามข่าวสาร และกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพจิต ไปฟังคำอธิบายจาก พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ว่า โรคเครียดทางการเมือง สถานการณ์ ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร
พญ.พรรณพิมล บอกว่า ในขณะนี้พบว่าคนที่เป็นโรคเครียดทางการเมืองมีบ้างแต่น้อยมาก ไม่เหมือนกับการชุมนุมในอดีต ซึ่งในต่างจังหวัดมีโรคเครียดทางการเมืองแทบทุกพื้นที่ เพราะคนจดจ้องดูว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่ ตอนนี้ระดับจังหวัดไม่มีปัญหาแล้วแต่มีปัญหาเฉพาะส่วนกลางคือกรุงเทพฯ อีกทั้งไม่มีการเผชิญหน้ากัน ไม่มีการใช้ความรุนแรง มีบริเวณการชุมนุมที่ชัดเจนคนจึงไม่กลัว มีบ้างที่มีการถกเถียงกันในหน้าเฟซบุ๊กในโลกออนไลน์
อาการทางกาย ของโรคเครียดทางการเมือง เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ตึงบริเวณขมับ ต้นคอหรือตามแขนขา นอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ หรือหลับแล้วตื่นกลางคืนไม่สามารถหลับต่อได้ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ทั้งๆ ที่อยู่ในสภาพปกติ หายใจไม่อิ่ม อึดอัดในช่องท้อง แน่นท้อง ปวดท้อง ชาตามร่างกาย
อาการทางใจ วิตกกังวล ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา หงุดหงิดง่าย โกรธ ฉุนเฉียว ก้าวร้าว เบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดหวัง สิ้นหวัง รู้สึกไม่มีทางออก สมาธิไม่ดี ฟุ้งซ่านหรือหมกมุ่นมากเกินไป
ปัญหาพฤติกรรมและสัมพันธภาพกับผู้อื่น มีการโต้เถียงกันกับผู้อื่น หรือแม้แต่บุคคลในครอบครัว โดยใช้อารมณ์ตั้งแต่ปานกลางถึงรุนแรง โดยไม่สามารถยับยั้งตนเองได้ มีความคิดที่จะตอบโต้โดยใช้กำลังในการเอาชนะ มีการลงมือทำร้ายร่างกายเพื่อตอบโต้ มีการเอาชนะทางความคิดแม้กับคนที่เคยมีสัมพันธภาพที่ดีมาก่อน จนทำให้เกิดปัญหาด้านสัมพันธภาพ เกิดการใช้กำลังและความรุนแรงขึ้นได้
การชุมนุมแสดงจุดยืนในครั้งนี้ไม่มีการใช้ความรุนแรง ปัญหาโรคเครียดทางการเมืองจึงน้อย แต่ต้องระมัดระวังเวลาไปฟังการปราศรัยมีการพูดเร้าอารมณ์มาก อาจโน้มน้าวจิตใจให้เชื่อข้อมูลโดยขาดการไตร่ตรอง ดังนั้นทุกข้อมูลที่เข้ามาต้องพิจารณาไตร่ตรองให้ดี มิฉะนั้นรับข้อมูลแล้วจะเชื่อเลย ยิ่งปัจจุบันมีการตัดต่อข้อมูลหลายข้อมูลไม่มีแหล่งที่มาแต่มีการส่งต่อๆ กัน ต้องระมัดระวังเพราะบางทีการไปรวมกลุ่มกันจะเชื่อข้อมูลดังกล่าวอย่างรวดเร็ว ดังนั้นต้องใช้สติในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง
เวลาคนจำนวนมากไปรวมกลุ่มกัน สิ่งที่กังวลคือ หนึ่ง ไม่อยากให้มีการเร้าอารมณ์ที่นำไปสู่ความรุนแรง อยากให้ทุกคนไปชุมนุมเพื่อแสดงสิทธิและเสียง ไม่จำเป็นต้องแสดงความรุนแรง เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ ดังนั้นต้องระมัดระวังการใช้ความรุนแรง เพราะเวลาไปรวมกลุ่มกันจำนวนมาก แค่มีสิ่งแปลกปลอมจุดเล็กๆ หรือมีประเด็นเล็กๆ ขึ้นมา อาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้ซึ่งไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดปัญหา ด้วยเหตุนี้จึงมีการเฝ้าระวังมือที่สาม เพราะเป็นจุดอ่อนไหวที่ต้องระมัดระวัง
สอง ผู้ที่ไปร่วมชุมนุมอยากให้ถือโอกาสแลกเปลี่ยนพูดคุย เรียนรู้ รับฟัง เป็นโอกาสพูดคุยกันในระบอบประชาธิปไตย เรื่องบ้านเมืองว่าอยากเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างไร อยากปฏิรูปมีทางเลือกทางออกอย่างไร แล้วจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร
ผ่านมาหลายปีแต่ความขัดแย้งในสังคมไทยดูเหมือนจะยังไม่จางหายไป...พญ.พรรณพิมล อธิบายว่า แม้ความขัดแย้งจะยังไม่จางหายไปแต่มีการก้าวข้ามความรุนแรงไปแล้ว ตอนนี้คนรู้สึกว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่นำไปสู่ความรุนแรง ทุกคนเรียนรู้ว่าอย่างน้อยมาร่วมชุมนุมมาพูดเรื่องบ้านเมืองโดยไม่ต้องก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศชาติ
เลี้ยงลูกอย่างไรไม่เข้าข่าย พ่อแม่รังแกฉัน
ละคร ทองเนื้อเก้ากำลังเข้มข้น และกำลังเดินทางมาถึงบทสรุปของเรื่องแล้ว จะว่าไป ละครเรื่องนี้สะท้อนสังคมหลายอย่าง อย่างหนึ่งที่เห็นชัดเจนคือ การเลี้ยงลูกของยายแล ที่มีลูกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ลำยอง, ลำยง, ลำดวน และอีก 2 หนุ่ม แป้งและปาน
ละครสะท้อนให้เห็น บทสรุปของลูกทุกคนที่ถูกเลี้ยงโดยยายแล และพ่อขี้เมาบ้านนี้เห็นได้ว่า มีเพียงคนเดียวที่ดีผิดพี่ผิดน้อง Ni
Me
L
Ne
Ni
Br
Me
Ho
Ni
Ni
Ni
Te
และสุดท้ายก็เป็นคนเดียวที่ประสบความสำเร็จในชีวิต คือ ลำยง สะท้อนให้ความจริงข้อหนึ่งว่า แม้เด็กจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน แต่เด็กแต่ละคนจะมีคุณลักษณะประจำตัวที่ต่างกัน ซึ่ง คุณลักษณะประจำตัว นี้ เป็นตัวแปรที่ทำให้ประสบความสำเร็จแตกต่างกัน
พญ.ปราณี เมืองน้อง กุมารแพทย์-จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี อธิบายว่า คุณลักษณะบางอย่างถือเป็นปัจจัยปกป้องหรือปัจจัยเสริม บางอย่างถือเป็นปัจจัยเสี่ยง
ลำยงแม้ชีวิตรันทด แม่ไม่รัก แต่เธอมีปัจจัยเสริมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความมานะ ขยันหมั่นเพียร มองโลกอย่างเข้าใจ มีทักษะทางสังคมดี ในขณะที่ลำยองและน้องคนอื่นๆ เป็นเด็กที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง นั่นคือ ขี้เกียจ ไม่มีความพยายาม ขาดระเบียบวินัย ทักษะการสื่อสารแย่
พญ.ปราณีกล่าวอีกว่า เด็กทั้ง 5 คน เติบโตมาในครอบครัว ที่มีความรุนแรงทั้งทางวาจาและกาย แม่ที่ผิดหวังกับพ่อที่เอาแต่เมามาย ยายแลจึงเอาแต่บ่นตาปอและลูกๆ แถมยายแลยังจริยธรรมแย่ ขโมยของในร้านค้า โกงเงินทอนลูกค้าโดยไม่รู้สึกผิด ใช้ภาษาหยาบคาย กิริยามารยาทแย่ ทำให้ลูกๆ กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง เห็นดีเห็นงามและเลียนแบบพฤติกรรมผิดๆ เกิดทัศนคติด้านลบ เห็นแก่ตัว และขี้ขโมยเหมือนยายแล ผิดกับลำยงที่มีปัจจัยปกป้องหลายด้าน ทำให้มีความมั่นใจในตัวเอง เคารพตัวเอง ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง และรู้จักผิดชอบชั่วดีผิดกับพี่น้องคนอื่นๆ
ยายแลเลี้ยงลำยอง เหมือนพ่อแม่รังแกฉัน ปลูกฝังให้ลูกสาวคนสวย ใช้การรวยทางลัด จนลืมปลูกฝังคุณลักษณะดีๆ ไม่เคยฝึกลำยองให้ทำงานบ้านหรือทำมาหากิน ไม่เคยชมลำยงที่ทำงานทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือครอบครัว สามารถพัฒนาตนเองจนเป็นเจ้าของร้านค้า
จากอุทาหรณ์การเลี้ยงลูกของยายแล พญ.ปราณีให้ข้อคิดว่า แม้เด็กหลายคนจะมีคุณลักษณะบางอย่างที่เป็นปัจจัยเสี่ยง มาขัดขวางการพัฒนาตนเอง Ni
Ad
Ac
Sp
L
L
Ne
Ni
Sa
Ad
Ni
Ad
Ke
แต่หากได้รับการเลี้ยงดูภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่มีความรุนแรงในบ้าน มีพ่อแม่ที่เปรียบเหมือนพระในบ้านคอยชื่นชมลูกหรือปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้ จะมีผลให้เด็กมีจิตใจอ่อนโยน เห็นอกเห็นใจคนอื่น จะทำให้เด็กมองเห็นสิ่งดีๆ ในตนเอง ภาคภูมิใจในตนเอง ทำให้เด็กมีความเข้มแข็ง แม้ในยามชีวิตเขามีอุปสรรค ตกระกำลำบาก หรือขาดความพร้อมบางอย่าง
เด็กกลุ่มนี้จะไม่ย่อท้อ และมักเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นพลังในการแก้ปัญหา ดังนั้น จึงไม่ควรเลี้ยงลูกให้สบาย หรืออุ้มชูช่วยเหลือมากจนเกินไป ต้องพยายามให้เขาฝึกทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง โดยมีพ่อแม่คอยให้คำแนะนำ สนับสนุน แสดงความชื่นชมและให้กำลังใจเป็นระยะ
ดูละครแล้วย้อนดูตัว ก่อนจะกลายเป็น พ่อแม่รังแกฉัน แบบ ยายแล ที่สุดท้ายคนที่เสียใจที่สุดกับลูกแบบลำยองก็คือ ผู้เป็นแม่ นั่นเอง
No comments:
Post a Comment