เด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ (learning disability) สามารถพูดภาษาอังกฤษคล่องปรื้อได้เหมือนกัน หากได้ปัญญาประดิษฐ์เข้าช่วย
ตามทฤษฎีวิชาการ เด็กต้องใช้จินตนาการจากภายในบวกกับแรงกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเพื่อต่อยอดสู่การเรียนรู้ และการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน เด็กต้องใช้ทุกวิชาความรู้มาบูรณาการรวมกันทำให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งหมด
แต่ในทางปฏิบัติ เด็กหลายคนก็ยังไปโรงเรียนและอยู่ในระบบโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระบบที่ค่อนข้างเก่า และแยกวิชาออกจากกันเพื่อสอนพวกหนูๆ ทำให้พวกเขาไม่รู้จักการผสมผสานในโลกความเป็นจริง
สมองจึงถูกบล็อกไว้ให้รู้เท่าที่ต้องรู้ ไม่ใช่อยากรู้
ฉะนั้น หากจะพัฒนาสมองของเด็กได้ พ่อแม่ต้องออกกำลังกายสมองของพวกเขาเพื่อเพิ่มพละกำลังสมองให้มีขนาดใหญ่พอ โดยใช้วิธีการซึมซับความรู้ ให้เหมือนฟองน้ำ
นเรศ อินเทวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แอ๊ดวานซ์ เอ็ด จำกัด ผู้ได้รับลิขสิทธิ์หลักสูตรFast ForWord บอกว่าต้องให้ฟองน้ำขยายตัวมากที่สุด หรือเพิ่มหน่วยความจำ (Ram) ในสมองเด็กเพื่อพร้อมรับข้อมูลรอบตัวได้มากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของไอน์สไตน์น้อย ตัวจริง
จากการค้นคว้าวิจัยทางด้าน Neuroscience เกี่ยวกับกลไกสมองนานกว่า 30 ปี และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการฟัง ภาษาศาสตร์ Brain plasticity จากสหรัฐพบว่าหลักในการพัฒนาทักษะของเด็ก ต้องมีทั้ง Memory เพิ่มทักษะความจำทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และ Attention ทำให้เด็กมีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่โดยไม่สนใจสิ่งรบกวนอื่นๆ
จากนั้นก็ต้องใช้ กระบวนการ เพื่อให้เด็ก สามารถแยกแยะเสียงและประมวลผลได้รวดเร็ว จนกระทั่งนำมา ร้อยเรียง ข้อมูลในสมองได้อย่างถูกต้อง และวิธีการฝึกสมองเพื่อสร้างการรับรู้ที่รวดเร็วขึ้นได้จำเป็นต้องตีโจทย์ให้แตก โดยพึ่งพาวิธีการสอนภาษาอังกฤษอย่างถูกหลัก
โปรแกรม Fast ForWord จึงถูกคิดค้นขึ้นเป็นชุดแบบฝึกหัดที่พัฒนาสมองและพื้นฐานการเรียนรู้ด้วยภาษาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด เพราะมุ่งเน้นการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับกลไกการทำงานของสมอง
หัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนาสมองให้แข็งแรงทุกด้าน ทั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ความจำ การมองเห็น การฟัง และด้านอารมณ์ เมื่อโครงสร้างสำคัญของสมอง ได้รับการพัฒนาและกระตุ้นอย่างถูกวิธีแล้ว ทักษะความจำ สมาธิ ความเร็วในการประมวลผลและการเรียงลำดับเหตุการณ์ ตลอดจนการพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่รอบตัวก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้นำเข้าซอฟท์แวร์กล่าว
ขั้นตอนการเรียนรู้ผ่านเกมที่ใช้ความคิด ออกแบบให้สนุก และใช้งานง่าย โดยจะเริ่มต้นจากการฟัง แยกเสียงให้ชัดทุกเสียง เพราะการฝึกฟังเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาภาษา
จากนั้นก็โยงเสียงกับตัวหนังสือผ่านสายตา ต้องตอบคำถามมากกว่าหนึ่งครั้ง ทำซ้ำไปซ้ำมาจนเป็นการจดจำเสียงเข้ากับตัวหนังสือได้ และเมื่อเล่นผ่านแต่ละด่าน ก็จะมีเสียงชื่นชม เพื่อกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ แล้วจึงพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษ จนถึงทักษะการอ่านและเข้าใจภาษาในระดับสูงในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะทำให้โปรแกรมนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้นั้น (Fast Power Learning) ต้องขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ได้มากหรือน้อย To
Va
To
Ke
Aq
Fe
Lo
Ke
An
Ea
Ji
Ka
Joซึ่งขึ้นอยู่ความถี่ในการฝึกฝนและความเข้มข้นในเนื้อหาของแบบฝึกหัด
อีกทั้งในแบบฝึกหัดจะต้องปรับเปลี่ยนระดับของภาษาและความยากง่ายอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะสมกับทักษะของนักเรียนแต่ละคน รวมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูล รวมถึงจุดบกพร่องอย่างละเอียด เพื่อจะนำกลับมาปรับแก้อุปสรรคที่ยังมีอยู่
ตลอดจนเน้นการอ่านและทักษะด้านภาษาตลอด เพื่อที่จะพัฒนาพื้นฐานความคิดที่จำเป็น และเมื่อสมองถูกกระตุ้นอย่างถูกวิธีจะทำให้เกิดสาร Dopamine และ Acetylcholine ทำให้สมองพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ดีขึ้น
ไม่เพียงช่วยให้เก่งภาษา พัฒนาทักษะทั้งการอ่าน การฟังจับใจความได้อย่างถูกต้อง แม่นยำเท่านั้น
แต่การฝึกด้วยวิธีนี้ช่วยพัฒนาทักษะจำเป็นต่างๆ อาทิ สมาธิ ความจำ ความเร็วในการประมวลผล และการเรียงลำดับเหตุการณ์ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพได้ในระยะเวลาอันสั้น
นเรศ บอกว่า มันเหมาะกับเด็กตั้งแต่อายุ 6 ขวบขึ้นไป ซึ่งมีระดับการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แต่ต้องการเรียนรู้และพัฒนาภาษาอังกฤษในเวลาอันสั้น หรือแม้กระทั่งเด็กออทิสติก หรือพวกมีพรสวรรค์ก็ตาม
ผมเริ่มนำมาใช้กับเด็กวัย 6 ขวบ ซึ่งเป็นญาติสนิทกัน
To
L
Gu
Ch
De
Ko
De
An
Ug
Do
Aq
An
เพราะเขามีปัญหาไม่สามารถอ่านหนังสือได้เลย แม้จะนำซอฟต์แวร์อื่นๆ มาช่วย แต่ 2 ปีผ่านไปก็ยังไม่ดีขึ้น จนใช้วิธีนี้และฝึกอยู่ 6-7 เดือน เขาสามารถอ่านหนังสือได้
ส่วนผลสำรวจตลอด 5 ปีที่ผ่านมา นเรศ เล่าว่า เด็กหลายคนแค่ฝึกสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 1 ชั่วโมง เพียง 8-12 สัปดาห์จะเพิ่มทักษะความรับรู้เข้าใจ และการอ่านภาษาอังกฤษถึง 1-2 ปี ทำให้มีผลการเรียนดีขึ้นในรายวิชาอื่นๆ และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และทัศนคติด้านบวกในการเรียน
ด้วยกระบวนการเรียนรู้กับผลสำรวจดังกล่าว ก็ช่วยยืนยันได้ว่า การฝึกลักษณะนี้สามารถเนรมิต เด็กไอคิวต่ำให้เป็นเด็กที่มีพัฒนาการดีขึ้นได้ พลิกจากเด็กขี้อายไม่กล้าพูด ให้เป็นเจ้าหนูจำไม ช่างพูดช่างถาม และยังมีความสามารถแก้ปัญหาได้อีกด้วย
พวกเด็กอยากเก่งกันอยู่แล้ว เพียงแต่พ่อแม่ต้องรู้วิธีฝึกพวกเขาเท่านั้นเอง
No comments:
Post a Comment