สมัยนี้อาการปวดหลังปวดต้นคอไม่ได้สงวนไว้เฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่หรือคนสูงวัยเท่านั้น หากคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองลองสังเกตบุตรหลานยุคแท็บเล็ตของตนให้ดี ก็อาจจะพบลักษณะอาการผิดปกติที่เด็กๆ เก็บงำไว้ ซึ่งนักวิจัยฝรั่งเรียกว่า ระเบิดเวลาบาดเจ็บหลัง
นี่เป็นงานวิจัยกับเด็กๆ ชั้นประถมและมัธยมศึกษาในสหราชอาณาจักรเมื่อไม่นานมานี้ จัดทำโดยคณะกรรมการสุขภาพแห่ง มหาวิทยาลัยอาเบอร์ทาเวโบรมอร์กานวจ์ (เอบีเอ็มยู) ที่พบข้อมูลน่าตกใจว่ามีเด็กเข้ารับการรักษาอาการปวดหลังและปวดคอเพิ่มขึ้นเท่าตัวในช่วงเวลาเพียง 6 เดือน นักวิจัยจึงทำการสอบถามกับเด็ก 204 คน ที่มีอายุระหว่าง 7 ถึง 18 ปี เพื่อดูว่านี่เป็นแนวโน้มที่เกิดกับเด็กยุคใหม่หรือไม่
ปรากฏว่า เด็กวัยมัธยมศึกษา 64% หรือเกือบ 3 ใน 4 ยอมรับว่ามีอาการปวดหลัง แต่ในจำนวนนี้มีถึง 90% ที่บอกว่าไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครเลย ส่วนเด็กวัยประถมมี 72% หรือเกือบ 2 ใน 3 ที่ยอมรับว่ามีอาการปวดหลัง
ผลศึกษาที่ได้นี้ยิ่งขับเน้นความวิตกกังวลว่าการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเด็กรุ่นใหม่กันอย่างเกินขอบเขต ไม่ว่าการเล่นเกม, สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต จะเป็นอันตรายต่อร่างกายที่กำลังเติบโตของเด็กวัยนี้
ลอร์นา เทย์เลอร์ นักกายภาพบำบัด กล่าวว่า รูปแบบการใช้ชีวิตสมัยใหม่และการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นกำลังส่งผลร้ายต่อสุขภาพของกระดูกและกล้ามเนื้อของเด็ก และหากโรงเรียนและครอบครัวไม่แก้ไขปัญหาเสียแต่ตอนนี้ พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บดังกล่าวอาจส่งผลกระทบกว้างไกลต่อลูกหลานของเรา ที่จะเป็นกำลังแรงงานในสังคมและอนาคตรุ่นต่อไป
การศึกษาของเอบีเอ็มยูไม่ใช่ชิ้นแรกที่เตือนภัยเสี่ยงจากไลฟ์สไตล์นิ่งอยู่กับที่ของคนรุ่นใหม่ที่จะส่งผลร้ายต่อสุขภาพ หลังก่อนหน้านี้ก็มีผลการศึกษาจากสมาคมบำบัดโรคโดยการจับกระดูกสันหลังของอังกฤษ Ko
Fr
An
Ma
Bi
Re
Lu
Ka
Mi
St
Ke
Ge ที่พบกว่าเด็ก 45% เริ่มมีอาการปวดหลังตั้งแต่อายุแค่ 11 ปี
อดัม อัลคาชี หัวหน้าแผนกวิจัยและศึกษาของมูลนิธิ BackCare กล่าวไว้กับเดลีเทเลกราฟ ว่า ชีวิตและเทคโนโลยียุคใหม่มีแง่บวกมากๆ แต่มันก็มีด้านมืดที่ทำให้คนเราไม่ต้องใช้งานร่างกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายมากอีกต่อไป
เรากำลังมีชีวิตอยู่ในรูปแบบของความสะดวกสบายที่อันตราย ซึ่งคุณแทบไม่ต้องเคลื่อนไหวเลยก็ยังอยู่ได้
เฉื่อยเพราะอ้วน
ดร.แกรนต์ ทอมกินสัน จาก โรงเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย
An
An
Sa
To
Ka
Ko
Ke
Ch
Ei
As
Ho
Jo
An
ศึกษาข้อมูลพัฒนาการทางร่างกายของเด็กอายุ 7 ขวบ มากกว่า 25 ล้านคนใน 28 ประเทศทั่วโลก ซึ่งผลทดสอบจากการวิ่งระยะทางสั้นๆ พบว่าเด็กรุ่นใหม่มีความเฉื่อยชาของร่างกายมากกว่าคุณพ่อคุณแม่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก หรือกว่า 30 ปีที่แล้ว ถึงร้อยละ 5
โดยปัจจัยหลักๆ ของกรณีศึกษาดังกล่าว มีความเชื่อมโยงกับโรคอ้วนอย่างเห็นได้ชัดถึงร้อยละ 60 โดยเฉพาะประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรที่ป่วยด้วยโรคอ้วน และโรคเบาหวานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อย่างสหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก
นักวิจัยแนะนำว่า การแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดคือ ปลูกฝังนิสัยการกินที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงอาหารขยะ ไม่อดอาหาร และออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมงเป็นประจำ
No comments:
Post a Comment