พูดถึงต้นตีนเป็ด ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งแต่บางคนไม่ชอบกลิ่นของดอกตีนเป็ด เพราะไม่หอมเอาเลยจนบางคนเกิดอาการ เซ็งเป็ด กับกลิ่นดอกตีนเป็ด
อันที่จริงต้นตีนเป็ด เป็นไม้ที่พบได้ในป่าเบญจพรรณบริเวณริมน้ำที่ระดับความสูง 150-1,200 เมตร แต่ทุกวันนี้เราสามารถพบเห็นตีนเป็ดจำนวนมากในเขตเมือง ในหมู่บ้านจัดสรรต่างๆ ก็เนื่องมาจากประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา คนไทยรับกับกระแสการสร้างเมืองสีเขียว จึงนำเอาตีนเป็ดมาปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อให้ร่มเงาเพราะตีนเป็ดเป็นไม้โตเร็ว
ชื่อตีนเป็ด ฟังแล้วไม่เพราะ แต่มีชื่อพื้นเมือง อื่นๆ ที่ฟังแล้วดูดีว่า สัตบรรณ พญาสัตบรรณ, พญาสัตบรรณขาว จึงชักนำให้คนแห่กันปลูกในหมู่บ้านจัดสรรเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังเรียกตีนเป็ดว่า ชบา, ยางขาว, หัสบรรณ ได้ด้วย และมีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Blackboard tree, Indian devil tree, Ditabark, Milkwood pine, White cheesewood มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alstonia scholaris (L.) R. Br.
ตีนเป็ด เป็นไม้ยืนต้นสูงได้ถึง 40 เมตร เปลือกต้นสีเทา ทุกส่วนมียางขาว ใบเป็นแบบใบเดี่ยว เรียงเป็นวงรอบ 4-8 ใบ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ผิวใบเกลี้ยง
ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง สีขาวแกมเขียวออกเป็นช่อแบบช่อซี่ร่ม กลีบเลี้ยง 5 กลีบมีขน กลีบดอกเป็นหลอด ปลายแยกเป็น กลีบ 5 กลีบ กลางดอกมีขนแน่น เกสรตัวผู้ติดอยู่ตรงกลางหลอดกลีบดอก ผล ออกเป็นคู่ รูปกลมยาว ผิวเกลี้ยง เมล็ดมีขนยาว สีขาว
ตีนเป็ดเป็นไม้พื้นเมืองของอินเดียและคาบสมุทรมาลายาไปจนถึงออสเตรเลีย ในประเทศอินเดียใช้เปลือกของลำต้นตีนเป็ดมาต้ม (เปลือกตีนเป็ด 5 ส่วน น้ำ 100 ส่วน) เพื่อเป็นตำรับยาเดี่ยวในการรักษาโรคได้หลายโรค เช่น แก้มาลาเรียเนื่องจากในส่วนของเปลือกพบว่ามีแอลคาลอยด์ ไดทามีน (alkaloids ditamine) และอิคทีนีน (echitamine) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนควินนิน ยังใช้รักษาโรคลมชัก โรคผิวหนังและโรคหอบหืด
ในตำรับยาทางอายุรเวทกล่าวว่า สารที่มีรสขมในเนื้อไม้ใช้เป็นยาฝาดสมานในการรักษาอาการโรคที่มีสีผิวปกติ แก้ไข้มาลาเรีย โรคลมพิษ บิดเรื้อรัง ท้องเสีย พิษงู ยาขับระดู ยารักษาบาดแผล โรคเหน็บชา อาการปวดมวนในช่องท้อง
เวลาต้มเปลือกจะมีส่วนที่เป็นน้ำใสๆ ที่อยู่ด้านบนของเปลือกนั้น ทางอายุรเวทนำน้ำใสๆ นี้มาใช้ในกระบวนการที่เรียกว่า ปัญจกรรม (Panchkar ma) หมายถึง วิธี 5 ประการเพื่อรักษาโรค หรือวิธี 5 ประการในการขับพิษหรือของเสียออกจากร่างกาย ได้แก่
1. Vamana karma (emetic) การทำให้อาเจียน
2. Virechana karma (purgative) การใช้ยาถ่าย
3. Anuvasana basti (nourishing enema) การสวนทวารหนักโดยใช้น้ำยาสมุนไพร
4. Niruha bastic (cleansing enema) การทำความสะอาดทวารหนัก
5. Nasya karma (nasal therapy) การใช้ยาหยอดจมูก เพื่อทำความสะอาดจมูกและทางเดินหายใจ
นอกจากนี้ น้ำยางสีขาวจากเปลือกลำต้นใช้ในการรักษาโรคกระเพาะ เปลือกและรากเมื่อนำมาต้มรวมกันให้เด็กผู้หญิงดื่มเป็นเวลาหลายๆ สัปดาห์จะช่วยแก้อาการตกขาวได้
ตำรายาจีนโบราณใช้ใบแห้งของตีนเป็ดเป็นยาละลายเสมหะและจากการศึกษาในหนูทดลองพบว่า ตีนเป็ดเป็นสมุนไพรสามารถลดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะที่มีไขมันสูงและต่อต้านอนุมูลอิสระได้
ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นของอินเดียและประเทศในแถบเอเชียใต้ มีการใช้เนื้อไม้จากต้นตีนเป็ดทำกระดาษเพื่อจารึกสิ่งต่างๆ ได้ Sp
Fr
Un
To
To
St
Re
Ma
To
Ra
Co
St
St จึงเป็นที่มาของชื่อวิทยาศาสตร์ A. scholars และคนอินเดียเชื่อว่าไม้ชนิดนี้เป็นไม้อัปมงคล
ฝรั่งจึงเรียกชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Devil tree หรือ ไม้ปีศาจ เพราะคนอินเดียเชื่อว่าผู้ใดไปนั่งหรือนอนใต้ต้นไม้นี้จะทำให้เกิดการเป็นไป แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เพราะมีผีสางใดๆ เป็นเพราะดอกของตีนเป็ดมีกลิ่นเฉพาะตัว หลายท่านมีอาการแพ้กลิ่นหรือละอองเกสรของไม้ชนิดนี้ทำให้เกิดอาการป่วยไข้ได้
นอกจากนี้ น้ำยางสดยังเป็นพิษต่อผิวหนังและร่างกายของเราได้มีหลักฐานบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าน้ำยางสดเมื่อสัมผัสกับผิวหนังทีละน้อยเป็นเวลานานๆ อาจก่อให้เกิดความผิดปกติทางจิตประสาทได้
แต่ในมุมที่ต้องระวังนั้นก็ยังมีมุมที่น่าสนใจเพราะมีความเชื่อว่าเมล็ดของตีนเป็ดช่วยในการเสริมสมรรถนะทางเพศของผู้ชาย St
Fr
Cy
An
Mo
Be
To
Aq
So
Ch
Bu
Pr
แต่ความเชื่อนี้ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน มีเพียงข้อมูลเบื้องต้นว่าในเมล็ดของต้นตีนเป็ดมีสาร อินโดล แอลคาลอยด์ (indole alkaloids) ชนิด alstovenine ซึ่งมีผลต่อระบบประสาทและอวัยวะเพศ จึงจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
นอกจากประโยชน์ทางสมุนไพรแล้ว ในหลายประเทศใช้ส่วนของลำต้นหรือเนื้อไม้ไปทำดินสอ เพราะเป็นไม้โตเร็วปลูกทดแทนง่าย ในประเทศศรีลังกานิยมนำเนื้อไม้มาทำโลงศพ และส่วนลำต้นที่อยู่ใกล้ๆ กับราก ซึ่งมีสีขาวจะมีเนื้อไม้ที่เบามาก คนบอร์เนียวจึงนำมาทำเป็นทุ่นในการจับปลา และทำเครื่องครัว เช่น จาน เขียง
บางทีสถานะต้นตีนเป็ดอาจต้องยกระดับจากไม้โตเร็วปลูกตามกระแสเมืองสีเขียว มาสู่การบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ทางสมุนไพรและประโยชน์ด้านอื่นๆ ให้สมกับชื่อ พญาสัตบรรณ
No comments:
Post a Comment