Saturday, August 8, 2015

ทำให้หลับสบายได้ด้วยวิธีง่ายๆ

มีนักวิจัยได้ค้นพบว่าการฟังเพลงสามารถช่วยให้ผ่อนคลายได้ ฟังเพียง 45 นาทีก่อนเข้านอนก็จะสามารถช่วยให้นอนหลับอย่างสบาย ซึ่งใครที่มีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับให้ลองมาฟังเพลงเพื่อแก้ปัญหาแทนการนอน นับแกะจะดีกว่า

จากวารสาร the Journal of Advanced Nursing รายงานว่าได้มีกลุ่มนักวิจัยชาวไต้หวัน ได้ศึกษาถึงรูปแบบของการนอนของผู้สูงอายุ โดยใช้อาสาสมัครที่เป็นคนสูงอายุจำนวน 60 คน ที่มีปัญหากับการนอน ในการศึษาในครั้งนี้เขาจะให้อาสาสมัครเหล่านี้เลือกการฟังเพลงก่อนที่จะเข้า นอน หรือเลือกที่จะไม่ฟังเพลงก็ได้ ทั้งนี้เพลงที่ให้เลือกก็จะมีพวกเพลงเบาๆ ช้าๆ ที่มีอัตราจังหวะที่ 60-80 จังหวะต่อนาที เช่น เพลงแจ๊ซ โฟล์ก หรือ วงออเครสตรา โดยมีให้เลือก 6 ม้วน

ผลปรากฏว่าอาสาสมัครที่ได้ฟังเพลงก่อนนอนมีการพัฒนาการนอนดีขึ้น 35 เปอร์เซ็นต์ โดยสามารถนอนหลับได้ดีขึ้นและยาวนานมากขึ้นและมีการลดอาการผิดปกติในเวลา กลางวันได้อีกด้วย อีกทั้งยังมีอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจต่ำที่ลดลง

ศาสตราจารย์ Hui-Ling Lai จากโรงพยาบาล Buddhist Tzu-Chi General Hospital และมหาวิทยาลัย University of Taiwan ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะวิจัยได้ระบุว่ามีคนที่ฟังเพลงก่อนนอนและมีพัฒนาการนอนดี ขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ถึงมากถึง 26 เปอร์เซ็นต์ และเปอร์เซ็นต์นี้ก็ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นๆ เมื่อพวกเขาสามารถปรับตัวให้ผ่อนคลายได้ด้วยดนตรี

ศาสตราจารย์ Jim Horne จากศูนย์การวิจัยด้านการนอนของมหาวิทยาลัย Loughborough University กล่าวว่าใครก็ตามที่มีเรื่องไม่สบายใจก่อนเข้านอน และหากมีสิ่งๆ หนึ่งที่จะสามารถช่วยให้เขาสามารถหลับได้อย่างสบาย สิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่วิเศษทีเดียว

อย่างไรก็ตามมีบางคนบอกว่าเพื่อให้คนสูงอายุสามารถหลับได้ในตอนกลางคืน ต้องพยายามฝืนอย่าให้เขาหลับในตอนกลางวันเพื่อ เวลากลางคืนเขาจะได้ง่วง แต่เราน่าแนะนำให้เขาใหม่ ให้มาลองฟังเพลงก่อนนอนดูมันอาจจะช่วยได้เหมือนกับรายงานการวิจัยชิ้นนี้

ปวดหลัง มีทางแก้ แค่รู้วิธี    

ปัจจุบันผู้ป่วยจำนวนมากที่มาพบแพทย์ด้วยกลุ่มอาการปวด หรือ ยain syndrome โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดหลัง Al Fr So Mi Be Ae Jo Me Ug Ug Ug J Co To ซึ่งอาจจะเป็นได้ตั้งแต่การปวดเฉพาะช่วงเอว หรือปวดขึ้นมาถึงบริเวณต้นคอ โดยในรายที่ปวดมากอาจเคยได้รับการผ่าตัดมาบ้างแล้ว ส่วนรายที่เป็นไม่มากแม้จะไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ก่อความรำคาญให้เจ้าตัวไม่น้อย หรือบางคนต้องเปลี่ยนงาน เปลี่ยนอาชีพ หรือหยุดกิจกรรมบางอย่างจากการปวดหลังทีเดียว
เพราะฉะนั้นเรียนรู้โรคปวดหลังเอาไว้บ้าง อาจช่วยคุณได้มากกว่าที่คิด

สาเหตุของอาการปวดหลัง

อาการปวดหลังเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่เป็นสาเหตุหลักที่พบได้บ่อยก็คือ ลักษณะท่าทางในการทำงาน ทั้งคนที่ทำงานนั่งโต๊ะอย่างงานออฟฟิศ หรือคนใช้แรงงานแบกหาม โดยกลุ่มที่ทำงานนั่งโต๊ะมักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการคล้ายๆ กันคือ ปวดหลัง ปวดคอ เมื่อยคอ แบบเป็นๆ หายๆ อันเนื่องมาจากจอคอมพิวเตอร์อยู่สูงเกินไปทำให้ต้องเงยคออยู่ตลอดเวลาเป็นระยะเวลานานๆ โดยไม่รู้ตัว หรือมิฉะนั้นก็อาจจะเกิดจากต้องก้มคอเพื่อดูหน้าจอหรือมองคีย์บอร์ดในขณะทำงาน อาการปวดหลังของคนทำงานออฟฟิศ จึงจัดอยู่กลุ่ม office syndrome ที่มาแรงไม่แพ้อาการอื่นๆ ส่วนกลุ่มอาชีพที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ อาจมีอาการปวดหลังปวดคอ ร้าวลงแขนหรือขา ร่วมกับอาการปวด ชาหรืออ่อนแรง
สำหรับสาเหตุรองๆ ลงมาคือ การเสื่อมของกระดูกหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งมักพบในกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่ากลุ่มแรก สาเหตุที่เหลือคือกลุ่มที่เป็นโรคแอบแฝง เช่น วัณโรค การติดเชื้อ หรือเนื้องอกในกระดูกสันหลัง หรือไขสันหลัง เป็นต้น

การรักษาอาการปวดหลัง

การรักษาที่ถูกต้องที่สุดคือรักษาให้ตรงกับสาเหตุของอาการปวดหลัง ยกเว้นถ้าหาสาเหตุที่แน่นอนไม่พบ ก็มักจะต้องรักษาแบบประคับประคอง เช่น

- หากปวดหลังเนื่องจากน้ำหนักตัวมากไป ก็ควรลดน้ำหนัก ซึ่งจะช่วยได้มากและเร็วที่สุด
- หากปวดเนื่องมาจากกลุ่มอาการ office syndrome ก็ควรไปแก้ไขที่สาเหตุ เช่นปรับระดับจอให้เหมาะสม คือพอดีกับระดับสายตา จะได้ไม่ต้องก้มๆ เงยๆ และพยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ รวมทั้งมีการพักสายตาและลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายเมื่อนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานๆ

- หากปวดเนื่องจากการยกของหนัก ก็ควรหลีกเลี่ยง หรือยกให้ถูกวิธี เช่น ย่อเข่าลงไปแล้วจึงค่อยยกของ แทนที่จะใช้วิธีการก้มลงไปยก

- การลดน้ำหนักตัวเป็นการรักษาเชิงป้องกันที่ดีที่สุด และสามารถใช้ได้กับแทบจะทุกสาเหตุ เพียงผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังสามารถลดน้ำหนักได้เพียง 10% ก็จะรับรู้ได้ถึงความแตกต่างทันที แต่ไม่น่าเชื่อว่าการลดน้ำหนักตัวดูเหมือนจะเป็นวิธีการรักษาที่ทำได้ยากกว่าวิธีอื่น

- สำหรับความผิดปกติอื่นที่อาจจะเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังได้ อย่างเช่น หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม หรือ Sh Ar Ug Sh Op Ug Wo So To Pi Gi กระดูกสันหลังเสื่อมอันเนื่องมาจากอายุหรือการใช้งานอย่างหนักมานาน ซึ่งผู้ป่วยมักมีอาการปวดร้าวไปตามแนวเส้นประสาท เรื่อยลงไปถึงแขนหรือขา ร่วมกับอาการแขน ขา ชา หรืออ่อนแรง ในกรณีเช่นนี้การรักษาจะขึ้นกับความรุนแรงของโรค โดยในรายที่เป็นมากอาจต้องผ่าตัด แต่หากเป็นไม่มาก อาจพิจารณาให้กินยาและลดน้ำหนักตัวลง

- โรคไต ก็เป็นอีกโรคที่มักทำให้ปวดหลัง โดยสิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นอาการปวดหลังจากโรคไต คือ มักมีอาการปวดรุนแรงทันที มีไข้ ปัสสาวะเปลี่ยนสี แสบ ขัดเวลาถ่ายเบา รวมถึงอาการปวดจะรุนแรงมากถ้ามีการกระแทกที่ชายโครงด้านทั้งหลังสองข้าง ซึ่งในกรณีเช่นนี้คงต้องรักษาที่สาเหตุคือโรคไต
วิเคราะห์อาการปวดหลังด้วยตนเอง
ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้วิเคราะห์อาการปวดหลังได้ด้วยตัวเอง เพื่อจะได้รู้ว่าเราควรจะต้องตอบสนองกับอาการปวดอย่างไร หากเป็นแบบนี้

No comments:

Post a Comment