Saturday, August 8, 2015

ทุเรียน ราชาแห่งผลไม้

เว็บไซต์วิกิพีเดียมีคำอธิบายว่า หลายคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนเรียกทุเรียนว่า king of fruits เพราะลักษณะที่โดดเด่นของทุเรียน คือลูกใหญ่ เปลือกเป็นหนามแข็ง และมีกลิ่นแรง ไม่ว่าบางคนว่าหอม หรือบางคนทนกลิ่นไม่ได้ก็ตาม

คำว่าทุเรียนมาจากภาษามาเลย์ว่า duri แปลว่า หนาม อยู่ในตระกูล durio มีหลากหลายชนิดกว่า 30 ชนิด ที่นิยมกินได้มีราว  9 ชนิด แต่ที่กินกันไปทั่วโลกคือชนิด Durio zibethinus ลูกใหญ่ๆ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ 15 เซนติเมตร และยาว 30 เซนติเมตร

ถิ่นกำเนิดก็อยู่ในภูมิภาคอาเซียนของเรานี่เอง คือ บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบางการศึกษาแย้งว่า อาจอยู่ในฟิลิปปินส์ ส่วนประเทศไทย แม้ไม่ใช่ต้นกำเนิดแต่เป็นผู้ส่งออกทุเรียนอันดับหนึ่ง จนมีชื่อเสียงว่า ถ้ามาเที่ยวเมืองไทยแล้วก็ควรจะชิมทุเรียนด้วย

ในขณะที่โลกตะวันตกรู้จักผลไม้ชนิดนี้มาเกิน 600 ปีแล้ว จากบันทึกของมิชชันนารีและนักเดินทางชาวตะวันตก หลักฐานที่แพร่หลายคือภาพวาดทุเรียนในหนังสือ Malay Archipelago ปีค.ศ.1896 ของนักธรรมชาตินิยม (คนที่ศึกษาเรื่องพืชและสัตว์) ชาวอังกฤษ ชื่อ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ พร้อมคำบรรยายว่า เนื้อเหมือนคัสตาร์ดเนยข้นผสมกลิ่นรสแรงของอัลมอนด์

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการถ้าไม่กินในปริมาณมากเกินไป Pr G De Ag Su Dr Fi Ac Ae Al Lo J Fr เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก พร้อมกับมีกำมะถันหรือซัลเฟอร์ ให้พลังงานสูง แต่จะทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย นอกจากนี้ถ้ากินมากเกินไปจะเป็นภัย เพราะมีน้ำตาลสูง และคอเลสเตอรอลสูง

กระทรวงสาธารณสุขเคยออกคำแนะนำในการกินทุเรียนว่า ไม่ควรกินเกิน 2 เม็ดขนาดกลาง และไม่ควรกินร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะซัลเฟอร์จะละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ ทำให้แอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือดได้เร็ว ทำให้เมาเร็วและเมาหนักขึ้น ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อระบบหายใจ เสี่ยงเสียชีวิตหรือเกิดอาการร้อนใน เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

คุณค่าทางโภชนาการของทุเรียนพบว่า น้ำหนักเฉพาะเนื้อประมาณ 100 กรัม จะให้พลังงานสูงถึง 187 กิโลแคลอรี ให้ ไขมัน 4.1 กรัม โปรตีน 2.5 กรัม และให้แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินเอ ประมาณ 18 ม.ก. 36 ม.ก. 1 ม.ก. และ 22 ม.ก. ตามลำดับ

ถ้าหากกินครั้งละ 2-3 พู เท่ากับ 4-6 เม็ด หรือเกือบครึ่งลูก จะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานจากความหวานของทุเรียนมากเกินไปถึงประมาณ 400 กิโลแคลอรี ซึ่งพอๆ กับกินข้าว 5 ทัพพี หรือกินน้ำอัดลมเกือบ 2 กระป๋อง หรือก๋วยเตี๋ยวหมู 1 ชาม สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ให้ระมัดระวังในการกินทุเรียน คือกินได้แต่ในปริมาณที่น้อยกว่าคนปกติ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ การรักษาสมดุลความร้อนในร่างกายไม่ดีเท่าคนที่มีอายุน้อยกว่า

การกินทุเรียนมากเกินไป จึงอาจส่งผลทำให้เกิดความร้อนมากจนเกินไปจนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพมาก

มีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า ทุเรียนเป็นผลไม้ที่กินแล้วร้อน ดังนั้นจะดับร้อนต้องกินกับผลไม้ที่ให้ความเย็นอย่างมังคุด จะสร้างความสมดุลได้ มังคุดจึงได้รับฉายาว่าเป็นราชินีแห่งผลไม้ หรือ Queen of Fruits

ดูแลสุขภาพหน้าหนาวด้วยสมุนไพรไทย

ช่วงนี้ฤดูหนาวแล้ว หลายคนอาจจะป่วย ด้วยโรคในช่วงฤดูกาลดังกล่าว เช่น ไอ เป็นไข้หวัด ปอดบวม ท้องเสีย เป็นต้น กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเป็นห่วงสุขภาพของทุกคนจึงอยากแนะนำให้ประชาชนกินพืชผักสมุนไพรไทยเป็นประจำในช่วงหน้าหนาวนี้

รสชาติของอาหารสามารถช่วยปรับสมดุลของร่างกายพร้อมรับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงโดยรสชาติอาหารที่อยากแนะนำฤดูหนาวคือ รสเปรี้ยว รสขม และรสเผ็ด Ug Ha Je H Ni To Sa To To Co Fi Sp เพราะรสเปรี้ยวจะช่วยขับเสมหะ รสขมช่วยเจริญอาหารทำให้หลับได้ รสเผ็ดร้อน จะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งรสดังกล่าวจะหาได้ในอาหารที่เรารับประทานแต่ละมื้อนั่นเอง

ทั้งนี้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้แนะนำพืชสมุนไพรที่ควรกินเพื่อคลายหนาวดังนี้

พริก มีสารแคปไซซิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต และจะช่วยให้อาการหนาวชาบริเวณปลายมือและปลายเท้าลดลง

ขิง มีฤทธิ์ร้อน สามมารถช่วยระบายความเย็นภายในออกไป หรือนำขิงอ่อนมาต้มแล้วเติมน้ำตาล หรือน้ำผึ้งและดื่มจะช่วให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น

ยอดมะกอก ช่อมะม่วง ยอดผักติ้ว ยอดผักแต้ว ผักเม็ด มะระ สะเดา ผักพื้นบ้านเหล่านี้ จะมีรสเปรี้ยวและรสขม ช่วยให้ธาตุทั้งสี่ร่างกายสมดุล ร่างกายสดชื่นแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคในฤดูหนาวนี้

No comments:

Post a Comment