คำว่า โลหิต อาจฟังดูน่าหวาดเสียวและน่ากลัวสำหรับบางคน แต่สำหรับโรงพยาบาลแล้ว โลหิตเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญในการรักษาผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยผ่าตัด ผู้ป่วยโรคเลือด ผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้งการรักษาหลายๆอย่างในปัจจุบันจะไม่สามารถทำได้หากไม่มีโลหิต
ในร่างกายคนเรามีเลือดไหลเวียนอยู่ในตัว เพื่อทำหน้าที่ลำเลียงอาหาร น้ำ ออกซิเจนไปทั่วร่างกาย ขณะเดียวกันก็นำสารพิษของเสีย และคาร์บอน ไดออกไซด์จากส่วนต่างๆ เพื่อนำไปกำจัดออกจากร่างกายเพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปรกติ ในเลือดมีทั้งของเหลว (ส่วนน้ำ) และเซลล์ชนิดต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่ต่างกัน กล่าวคือ
เม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ และนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เนื้อเยื่อออกไปขับถ่าย เม็ดเลือดแดงมีปริมาณประมาณร้อย ละ 40-45 ของเลือดทั้งหมด และมีอายุเพียง 120 วัน
เม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่ให้ภูมิคุ้มกันเหมือนทหารปกป้อง เชื้อโรคในร่างกาย มีปริมาณประมาณร้อยละ 1 ของเลือด
เกล็ดเลือด ทำหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว มีลักษณะเป็นชิ้นส่วนของเซลล์ขนาดเล็ก มีอยู่ประมาณร้อยละ 5 ของเลือด
พลาสมา เป็นสารน้ำสีเหลือง มีโปรตีน เกลือแร่ ไขมัน ฮอร์โมน วิตามิน มีปริมาณร้อยละ 55 ของเลือด
เลือดที่อยู่ในคนไทยเราแบ่งออกได้เป็น 4 หมู่คือ 1.หมู่โอ พบร้อยละ 38 2.หมู่เอ พบร้อยละ 21 3.หมู่บี พบร้อยละ 34 และ 4.หมู่เอบี พบร้อยละ 7
นอกจากนี้ในหมู่เลือดเอ, บี, โอ แต่ละชนิดจะพบว่าประมาณ 1-3 คน ในจำนวนประชากร 1,000 คน มีหมู่เลือดอาร์เอช ลบ ซึ่งเป็นหมู่เลือดที่หายากหรือหมู่เลือดพิเศษ เท่าที่พบมา เราพบว่าหมู่เลือดโอเป็นหมู่เลือดที่หาง่ายเมื่อเทียบกับหมู่เลือดประเภทอื่นที่บริจาคกันเข้ามา สำหรับผู้ที่ไม่เคยบริจาคโลหิตมาก่อนแต่อยากช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ยากเลยค่ะ
คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต ต้องเป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว, อายุ 18-60 ปี, น้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป, ไม่อยู่ในระหว่างรับประทานยาปฏิชีวนะ ยาป้องกันเลือดแข็งตัว ฮอร์โมนเพศ, ไม่มีประวัติเป็นโรคมาลา เรียในระยะเวลา 3 ปี, ไม่ได้รับการถอนฟันหรือขูดหินปูนภาย ใน 72 ชั่วโมงก่อนบริจาคโลหิต, ไม่มีบาดแผลสดหรือแผลติดเชื้อใดๆตามร่างกาย และผู้หญิงที่ ไม่อยู่ในระยะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
ผู้ที่ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ คือ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคปอด มะเร็ง ลมชัก โรคเลือดออกง่ายแต่หยุดยาก, ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นไวรัสตับอักเสบบี หรือคู่ครอง (สามีหรือภรรยา) เป็นไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี รวมทั้งผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือซิฟิลิส, ผู้เสพยาเสพติดชนิดใช้เข็มฉีดยา, ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ มีคู่นอนหลายคน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย, น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ มีต่อมน้ำเหลืองตามร่างกายโต หรือมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ
การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต เพื่อมิให้ผู้บริจาคโลหิตอ่อนเพลียมากหลังบริจาคโลหิตจึงควรเตรียม ตัวดังนี้ 1.ก่อนบริจาคโลหิต 1-2 วัน ควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ร่างกายสดชื่น โลหิตไหลเวียนดี 2.งดดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 3.ไม่ควรเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากก่อนบริจาคโลหิต 1 วัน 4.รับประทานอาหารก่อนบริจาคโลหิตประมาณ 4 ชั่วโมง 5.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอประมาณ 6 ชั่วโมง
แต่ละครั้งโรงพยาบาลต้องการโลหิตประมาณ 350-450 ซี.ซี.คน ซึ่งปริมาณจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้บริจาค และเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับโลหิตที่ปลอดภัย โลหิตที่ได้จะต้องผ่านกระบวนการทดสอบก่อนนำไปให้ผู้ป่วยคือ ตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ซิฟิลิส และไวรัสเอดส์
เห็นไหมว่าหากมีการ เตรียมพร้อมก่อนมาบริจาคเลือดก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เมื่อคุณบริจาคเลือดไปแล้วเท่ากับคุณได้กระตุ้นร่างกายให้สร้างเม็ดเลือดแดงขึ้นมาใหม่ (เม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 120 วัน) มีผลให้สุขภาพแข็งแรง ยิ่งขึ้น สำหรับผู้หญิงสามารถบริจาคได้ทุก 6 เดือน ส่วนผู้ชายบริจาคได้ทุก 3 เดือน
รอบการให้วัคซีนโปลิโอ ปี 2556 (ทั่วประเทศ)
เด็กๆ ที่มีสุขภาพแข็งแรง เจริญเติบโตตามวัย
โรคโปลิโอ เดิมเรียกว่า โรคไข้ไขสันหลังอักเสบ เป็นโรคติดต่อเกิดจากเชื้อไวรัสโปลิโอ โดยเชื้อจะเข้าไปในระบบประสาททำให้เกิดอาการอัมพาตตามมา
ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการอัมพาตของกล้ามเนื้ออย่างถาวร เป็นผลให้พิการหรือเสียชีวิตได้ เชื้อไวรัสโปลิโอเกิดได้ในคนทุกกลุ่มอายุแต่มักจะเกิดในกลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี มากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ยังไม่มีภูมิต้านทานต่อโรค หรือมีภูมิต้านทานไม่เพียงพอ ปัจจุบันพบได้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีการให้วัคซีนป้องกันได้อย่างทั่วถึง
การติดต่อ
สามารถติดต่อได้โดยเชื้อไวรัสโปลิโอออกจากผู้ป่วยโดยออกมากับเสมหะ น้ำลายในขณะไอ จาม และออกปนกับอุจจาระแล้วเข้าสู่ร่างกายผู้อื่นทางปาก An
De
To
Mi
Fr
Al
Ku
Ra
Ke
To
St
Ke
Ra
ด้วยการกลืนเชื้อที่ติดอยู่ที่คอจากลมหายใจหรือกลืนเข้าไปพร้อมกับน้ำ อาหารที่มีเชื้อโรคนี้ปะปนอยู่ เชื้อโรคจะเข้าไปทางเดินอาหาร เข้าไปในกระแสโลหิตถึงสมองและไปไขสันหลัง ถ้าทำลายเซลล์ประสาทโดยเฉพาะเซลล์ประสาทของกล้ามเนื้อ จะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและเป็นอัมพาตได้
กลุ่มเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปีและเด็กต่างชาติอายุต่ำกว่า 15 ปี
ที่มักจะได้รับวัคซีนไม่ครบและเสี่ยงต่อการรับเชื้อโปลิโอที่อาจนำเข้ามาจากประเทศที่ยังมีเชื้อโปลิโอระบาดอยู่กลับเข้ามาได้ เชื้อโปลิโอไม่อาจหมดไปได้จากโลกนี้ ถ้าไม่ไปรับวัคซีน เด็กจะปลอดภัยจากโรคโปลิโอได้ด้วยการรับการหยอดวัคซีนโปลิโอให้ครบ 5 ครั้ง ตามกำหนด ดังนี้
ครั้งที่ 1,2,3 เมื่ออายุ 2-4 และ 6 เดือน
ครั้งที่ 4 ห่างจากครั้งที่ 3 ประมาณ 1 ปี
ครั้งที่ 5 ห่างจากครั้งที่ 4 ประมาณ 3-4 ปี และต้องไปรับการหยอดวัคซีนโปลิโอทุกครั้งในช่วงการรณรงค์
เราสามารถป้องกันการติดเชื้อและการแพร่ของโรคโปลิโอ โดยล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง ให้เด็กดื่มน้ำที่สะอาด ล้างมือให้สะอาดหลังจากถ่ายอุจจาระทุกครั้ง
เราสามารถช่วยป้องกันไม่ให้โรคโปลิโอกลับมาแพร่ระบาดได้อีก โดยช่วยกันเฝ้าระวังโรค : ถ้าพบเห็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีอาการแขนขาอ่อนแรง ควรแนะนำให้รีบไปพบแพทย์ ที่โรงพยาบาล หรือไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่สถานีอนามัย หรือศูนย์บริการสาธารณสุขที่ใกล้บ้าน เพื่อให้มีการตรวจหาเชื้อโปลิโอ และหาสาเหตุอื่นต่อไป
ช่วยกันป้องกันโรค : ตรวจสอบดูประวัติรับวัคซีนของบุตรหลานในสมุดบันทึกสุขภาพว่าได้รับครบถ้วนตามกำหนดหรือไม่ โดยปกติเด็กทุกคนจะได้รับสมุดบันทึกฯ เมื่อแรกคลอด Mi
An
Mi
Va
Ka
Js
Na
So
St
Be
Ca
An และใช้เป็นประวัติสุขภาพติดตัวทุกครั้งที่โรงพยาบาลเพื่อรับวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนดนัด หากไม่มั่นใจว่าบุตรหลานได้รับวัคซีนครบหรือไม่ควรปรึกษาแพทย์ พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อจะได้นัดหมายมารับวัคซีนให้ครบถ้วน หรือหากเป็นช่วงรณรงค์ ก็สามารถมาปรึกษาและขอรับวัคซีนได้
**รอบการให้วัคซีนโปลิโอ ปี 2556 (ทั่วประเทศ) ครั้งที่ 1 วันที่ 14 พ.ย.56 ครั้งที่ 2 วันที่ 12 ธันวาคม 56 ผู้ปกครองสามารถติดต่อขอรับวัคซีนได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน (ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย)
No comments:
Post a Comment