ยุคสมัยนี้หากใครไม่มีสมาร์ตโฟนเป็นของตัวเองก็คงจะเชยระเบิด เพราะแม้กระทั่งเด็กตัวเล็กๆ ตาดำๆ ฟันน้ำนมยังไม่ขึ้น ยังมีโอกาสเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดที่พ่อแม่ควักเงินซื้อให้ โดยหวังว่าจะเป็นเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ที่ทำให้บุตรหลานได้
ประโยชน์จากการเสพเทคโนโลยี แต่ความฮอตฮิตไม่ตกเทรนด์นี้อาจจะเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่เป็นภัยร้ายทำลายสุขภาพของลูกหลานได้ เพราะผลการศึกษาทางการแพทย์แห่งศูนย์การเรียนรู้และบำบัดแห่งมลรัฐแมริแลนด์ เผยว่า เด็กเล็กหรือเด็กที่อยู่ในวัยหัดเดินมีโอกาสที่จะใช้การนิ้วมือไม่ได้ในอนาคต ซึ่งสาเหตุก็มาจากการก้มหน้าก้มตาใช้เวลาหลายชั่วโมงจิ้มไอแพดและสมาร์ตโฟนนั่นเอง
ข้อมูลล่าสุดนี้เป็นสิ่งที่แพทย์กังวลอย่างมาก เพราะนับวันจำนวนเด็กที่นิ้วมือกดบนหน้าจอระบบสัมผัสนั้นยิ่งมากขึ้น นักวิจัย สินเชย์ มาร์โชลี่ เผยว่า ผู้ปกครองที่อนุญาตให้บุตรหลานวันหัดเดินใช้เวลาเล่นแท็บเล็ต สมาร์ตโฟน หรือ คอมพิวเตอร์มากจนเกินไปนั้น โคนนิ้วมือของเด็กอาจฝ่อลีบและอ่อนแรงซึ่งจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว
สาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนิ้วและมือของเด็กอ่อนแรงนั้น ทิโมที โดรัน กุมารแพทย์จาก Greater Baltimore Medical Centre ระบุว่า เด็กเล็กที่ใช้มือในการกดหน้าจอระบบสัมผัสนั้น ไม่ได้มีการใช้กล้ามเนื้อของมือในด้านการเขียน ยิ่งหากเด็กคนไหนใช้เวลาขลุกอยู่กับหน้าจอมากกว่าหน้าพ่อแม่วันละ 3-4 ช.ม.ขึ้นไป ก็เตรียมตัวรับอันตรายแฝงจากเทคโนโลยีได้เลย
นอกจากนิ้วมือจะใช้การไม่ได้แล้วยังส่งผลต่ออวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายอีก เช่น ลำคอและหลัง โดยแพทย์เผยว่า การนั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน รวมถึงการนั่งใช้แท๊บเล็ตและสมาร์ตโฟนผิดท่านั้น ยังอาจทำให้คอและหลังของเด็กปวดได้เช่นกัน
หากใครไม่อยากให้บุตรหลานได้รับความเสี่ยง คุณหมอชาวอเมริกันก็เตือนว่า ไม่ควรจะนำโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน ไปไว้ในห้องนอนของลูกแม้แต่เครื่องเดียว หรือหากผู้ปกครองคนไหนยังตัดใจไม่ได้ที่จะไม่ให้ลูกรักเล่นมือถือ แพทย์ก็ขอย่นระยะเวลาให้เหลือเพียงวันละไม่เกิน 2 ช.ม.เท่านั้น
นอกจากนี้ ยังควรสรรหากระดาษและปากกามาให้เด็กๆ ได้ฝึกใช้ เพื่อการสร้างเสริมจิตนาการและการเรียนรู้ทางสมอง อีกทั้งยังเป็นการฝึกกล้ามเนื้อของมือให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย
แต่ทางที่ดีที่สุดซึ่งทั้งทีมแพทย์และนักวิจัยลงความเห็นร่วมกันก็คือ Pr
Va
Gi
Gi
Be
Be
Ba
Ba
Ba
Be
Be
Ma
Co
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
Vi
J
Bc
Co
Be การให้เด็กใช้จินตนาการการสร้างสรรค์ในการเขียน หรือไม่ก็ให้เด็กไปเล่นนอกบ้านหัดเข้าสังคมกับเด็กคนอื่นๆ อันจะเป็นทางแก้ปัญหาให้เด็กหลุดพ้นจากอันตรายในโลกยุคใหม่นี้ได้ดีที่สุด
มาทำความรู้จัก ฉลากโภชนาการ
รู้ไหมว่า ฉลากบนภาชนะบรรจุของอาหาร แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ฉลากอาหาร และฉลากโภชนาการ ซึ่งมีข้อมูลที่แตกต่างกันไป
ฉลากอาหารจะแสดงข้อมูลด้านความปลอดภัย อย่างวันที่ผลิตหมดอายุ วิธีการเก็บรักษา วิธีปรุง คำเตือนต่าง ๆ ข้อมูลด้านความคุ้มค่า อย่างชื่อประเภทของอาหาร ส่วนประกอบ ซึ่งเรียงลำดับตามปริมาณที่ใช้จากมากไปน้อย และปริมาณอาหาร (น้ำหนัก หรือปริมาตร)
ฉลากโภชนาการ จะแสดงข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร โดยระบุชนิดและปริมาณสารอาหารที่เราจำเป็นต้องรู้ก่อนซื้อมากิน ซึ่งเราจะมาเรียนรู้วิธีการอ่านฉลากโภชนาการนี้กัน
ปริมาณสารอาหารที่เราจะได้รับ ต่อการกิน 1 หน่วยบริโภค ซึ่งข้อมูลที่เราจำเป็นต้องคำนึงถึงให้มากก็คือ ไขมัน น้ำตาล และโซเดียม พวกนี้ถ้ามีมากไปก็ไม่ดี แต่ถ้าเป็นไฟเบอร์ หรือกากใยอาหาร รวมไปถึงวิตามิน มีมากก็ยิ่งดี ด้านท้ายยังมีบอกด้วยว่า สารอาหารที่เราจะได้รับต่อ 1 หน่วยบริโภคนั้น คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน (ยำอีกครั้งว่านี่เป็นตัวเลขแค่ 1 หน่วยบริโภค ไม่ใช่ทั้งหมด)
ความต้องการสารอาหารที่เขาแนะนำให้คนไทยได้รับใน 1 วัน นี่เป็นค่าโดยประมาณเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริง ๆ ก็จะแตกต่าง กันไปตามเพศ อายุ กิจกรรมที่ทำของแต่ละคน และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เฉลี่ยแล้วก็ควรจะได้รับประมาณนี้
โดยปริมาณพลังงานที่ควรจะได้ใน 1 วันคือ 2,000 กิโลแคลอรี ควรควบคุมอย่าให้กินมากไปกว่านี้ (ยกเว้นถ้าคุณคือนักกีฬา ทหารฝึกหนัก หรือผู้ใช้แรงงาน) หมายถึง อาหารในซองนี้ ผู้ผลิตแนะนำให้แบ่งกินกี่ครั้ง เช่นขนมซองนี้ ผู้ผลิตแนะนำให้กินครั้งละ 30 กรัม ซึ่งคิดเป็น 13 ของทั้งซอง หรือแบ่งกินได้ 2.5 ครั้ง คิดเป็น 1 หน่วยบริโภค (ใครจะกินมากกว่านี้ก็ได้ ไม่มีใครว่า แต่ตัวเลขด้านล่างต่อไปจะคิดจาก 1 หน่วยบริโภคเท่านั้น)
30 กรัมของขนมซองนี้ (หรือ 1 หน่วยบริโภคที่เขาบอกตั้งแต่แรก) ให้พลังงาน 150 กิโลแคลอรี โดยใน 150 กิโลแคลอรีนี้ มีพลังงานที่ได้จากไขมันอยู่ 80 กิโลแคลอรี อย่าเข้าใจผิดคิดว่าขนมทั้งซองให้พลังงาน 150 กิโลแคลอรี Be
Be
Du
Su
Iv
Aq
As
As
Aq
Aq
Aq
To
To
Ch
Ch
Aq
Du
Je
Ra
Ra
Mi
Di
เพราะนี่คิดแค่ 1 หน่วยบริโภคเท่านั้น ถ้าอยากรู้ว่ากินทั้งซองนี้จะได้พลังงานกี่กิโลแคลอรี ต้องคูณด้วยจำนวนหน่วยบริโภคทั้งซองเข้าไปก่อน (กิโลแคลอรี ในที่นี้ บางเจ้าใช้คำว่าแคลอรีเฉย ๆ ซึ่งในที่นี้ มีค่าเท่ากัน ในทางวิทยาศาสตร์อาจจะไม่เท่ากัน แต่บนฉลากโภชนาการแล้ว เป็นที่รู้กันว่า กิโลแคลอรี = แคลอรีนะจ๊ะ)
ส่วนที่ต้องควบคุมให้ดีก็คือ ไขมัน คอเลสเตอรอล และโซเดียม (สาเหตุโรคไตและความดันสูง) ควรจะกินให้น้อยกว่าปริมาณที่เขียนไว้ด้วย (ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน) อีกตัวเลขหนึ่งที่ไม่ควรเกินคือน้ำตาล ไม่ควรกินเกิน 24 กรัมต่อ 1 วัน ถ้าหากใครคิดว่าตารางโภชนาการแบบเต็มนี้อ่านยากเกินไป เขาก็มีตารางแบบย่อมาให้อ่านง่ายขึ้นด้วย โดยเน้นเฉพาะสารอาหารที่จำเป็นต้องควบคุมแค่ 4 ชนิดคือ พลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม แปะให้ดูง่าย ๆ ที่ด้านหน้าซองหรือภาชนะบรรจุกันไปเลย
No comments:
Post a Comment